หากให้เรานึกถึงอาหารสไตล์อเมริกัน เมนูอะไรจะผุดขึ้นมาในหัวของเพื่อน ๆ กันบ้างเอ่ย ?
แฮมเบอร์เกอร์ แซนวิช เฟรนช์ฟรายส์ หรือ พิซซา
![[Gourmet Market x InfoStory] ชวนรู้จักอาหารและวัตถุดิบ สัญชาติอเมริกา "Taste of America" กันเถอะ !](https://infostorythailand.com/wp-content/uploads/2026/10/infostory-main-b004-taste-of-america-204118024950102.jpg)
ทั้งหมดล้วนแล้วแต่เป็น หนึ่งในวัฒนธรรมของอาหารสัญชาติอเมริกันที่ชัดเจน อย่าง "Fast-food" ที่ได้ถูกเริ่มต้นขึ้นในช่วงศตวรรษที่ 19
ซึ่งหากย้อนกลับไปถึงจุดเริ่มต้นในช่วงที่อเมริกา ได้เขียนคำประกาศอิสรภาพสหรัฐ ในปี ค.ศ. 1776
อาหารการกินของชาวอเมริกัน ในตอนนั้น ก็มีลักษณะการกินที่คล้ายกับชาวยุโรป (เพราะประชาชนอาณานิคมส่วนใหญ่คือ ผู้อพยพชาวอังกฤษ และ ยุโรปตะวันออกนั่นเอง)
แต่พอประเทศประกาศอิสรภาพแล้ว
ในเรื่องของวัฒนธรรมการทานอาหาร ก็ด้วยเช่นกัน
โดยในปี ค.ศ. 1796 ชาวอเมริกัน ก็ได้มีการเขียนหนังสือ “American Cookbook” ต่าง ๆ ออกมากมาย
เพื่อแสดงให้เห็นว่า พวกเขาเอง ก็มีวัฒนธรรมการกิน ที่แตกต่างออกไปจากชาวยุโรปแล้วนะ
คือเอาง่าย ๆ ว่า ทุกเมนูจากนานาชาติ ก็ได้ผสมผสานและเปลี่ยนส่วนผสมไปตาม วัตถุดิบที่สามารถหาได้ง่ายในอเมริกา ยกตัวอย่างเช่น ข้าวโพด เนื้อไก่ เนื้อวัว หรือแม้กระทั่งอาหารทะเลอย่าง กุ้ง ปู ปลา ออยสเตอร์
อย่างไรก็ดี ด้วยการเปลี่ยนแปลงรวดเร็วของวัฒนธรรมของชาวอเมริกัน
จึงทำให้ความหลากหลายทางอาหาร ที่เกิดความเปลี่ยนแปลงไปตามด้วย
แต่สิ่งหนึ่งที่ ยังคงเป็นเอกลักษณ์ที่ทำให้หลายคนคุ้นเคย
ก็คือ “American Fast Food” หรือ อาหารหรือขนมที่สั่งเร็ว ได้เร็ว กินเร็ว และราคาไม่แพงจนเกินไป อย่าง แฮมเบอร์เกอร์, นักเก็ต, เฟรนช์ฟรายส์
ที่ไม่ว่าอเมริกา จะเปลี่ยนแปลงไปมากเท่าไร แต่วัฒนธรรมนี้ ก็จะติดตามไปในทุกยุคทุกสมัย
------
แต่ว่า… !!
หลังจากที่พวกเรา ได้เห็นเรื่องราวของงาน “Taste of America” ของผู้จัดงานอย่าง Gourmet Market
ก็ทำให้พวกเราเข้าใจเพิ่มขึ้นมาว่า
“เอ้อ ! จริง ๆ แล้ว ความหลากหลายของอาหารสัญชาติอเมริกันเนี่ย มันไม่ได้จำกัดอยู่แค่ Fast Food นะ !”
แต่มื้ออาหารที่ประกอบไปด้วย วัตถุดิบที่ดีอย่างเช่น ชีสคุณภาพดี แอปเปิ้ลพาย ล็อบสเตอร์ ปูอลาสก้า หรือแม้แต่ ขนมเพื่อสุขภาพอย่าง ดาร์ก ช็อกโกแลต กราโนลา ก็เป็นที่นิยมของชาวอเมริกันไม่แพ้กัน !
ในเมื่อโลกของอาหารสัญชาติอเมริกา ไม่ได้มีแต่ฟาสต์ฟู๊ด
แล้ว มีอะไรที่น่าสนใจบ้าง ?
วันนี้พวกเรา InfoStory ร่วมกับ Gourmet Market จะพาเพื่อน ๆ ไปรู้จักกันในงาน “Taste of America”
อะ ไปดูกันเลย !
แหล่งอ้างอิงเพิ่มเติม
- A History of Food in American Pop Culture - Jacob Van Blarcom (Youtube)
- Taste of America โดย Gourmet Market

วัตถุดิบ อาหารจานหรู จานหลัก สัญชาติ "America" ที่คุณไม่ควรพลาด !
สำหรับเพื่อน ๆ ที่อยากอ่านเรื่องราวเพิ่มเติม ก็ขอเชิญได้ทางนี้จ้า
วัตถุดิบระดับพรีเมี่ยม ที่น่าสนใจมาก ๆ จากงาน “Taste Of America”
เห็นทีคงจะไม่พ้น 3 สิ่งนี้
- เนื้อสันนอกอเมริกาเกรดไพร์ม (US PRIME BEEF STRIPLOIN)
- เมนล็อบสเตอร์ (Maine Lobster)
- ปูอลาสก้า (Alaska Red King Crab)
สำหรับ ”US PRIME BEEF STRIPLOIN”
หรือ เนื้อสันนอกอเมริกาเกรดพรีเมียม จากวัวแบล็คแองกัสแท้สายพันธุ์เก่าแก่ ขุนธัญพืชจนได้ลายไขมันแทรกเกรดไพร์ม สวยงาม มีความนุ่มมากและรสชาติเข้มข้นเป็นเอกลักษณ์
ถ้าพูดถึงเรื่องเนื้อวัวจากอเมริกาแล้วเนี่ย เรื่องราวของคุณภาพและรสชาติ คงไม่ต้องพูดเยอะเลย
คือ การเลี้ยงวัวในอเมริกา ส่วนใหญ่ผู้เลี้ยงจะให้น้องวัวกินข้าวโพด เป็นอาหารหลัก จึงส่งผลให้มีเนื้อที่หนา นุ่ม มีไขมันแทรกในเนื้อแบบชุ่มฉ่ำเงางาม
(แล้วทำไมต้องเลี้ยงด้วยข้าวโพดเป็นหลัก ก็เพราะข้าวโพดเป็นหนึ่งในพืชท้องถิ่นของอเมริกา นั่นเอง)
โดยวัวเนื้อในอเมริกาจะเป็นลูกผสมของ Angas กับ Hereford และ Longhorn ซะเป็นส่วนใหญ่
------
อีกอย่างที่พวกเราสนใจ ก็คือ วัตถุดิบสุดพรีเมี่ยมอย่าง “Maine Lobster”
Maine Lobster หรือ Canadian Lobster (เอาตรง ๆ เราก็เพิ่งทราบว่า เป็นสายพันธุ์เดียวกัน)
เป็นกุ้งล็อบสเตอร์ทะเลน้ำเย็นที่มาจากรัฐเมน (Maine) ประเทศสหรัฐอเมริกา
ความพิเศษของเมนล็อบสเตอร์พันธุ์นี้ คือ ตัวจะโตและก้ามใหญ่มาก
ซึ่งพวกเราไปดูสารคดีมาเนี่ย บางตัวมีขนาดก้ามที่ใหญ่ กว่าตัวซะอีกนะ
และเมื่อโตเต็มวัยอาจหนักถึง 20 กิโลกรัม เลยทีเดียว
สำหรับพวกเรา จุดเด่นพิเศษที่สุดของล็อบสเตอร์ธรรมชาติสายพันธุ์นี้ คือ
เป็นล็อบสเตอร์ที่ไม่สามารถเพาะเลี้ยงในฟาร์มได้แบบปกติ
เพราะฉะนั้น หากเราจะทานเนื้อเมนล็อบสเตอร์ ตามแบบฉบับของแท้เลย ก็จะต้องนำเข้าจากรัฐเมน สหรัฐอเมริกา แต่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น
และ ต้องนำเข้าแบบตัวของล็อบสเตอร์ยังมีชีวิตอยู่เท่านั้น รวมถึงในตอนที่ขนส่งมาถึงไทย เพื่อรักษาสภาพที่สมบูรณ์ที่สุด ร้านค้าจะต้องนำไปใส่ตู้ปรับอุณหภูมิความเย็นและรักษาระดับความเค็มของน้ำตามมาตรฐานของน้ำทะเล อีกด้วยนะ
ซึ่งหากแช่ไว้ในน้ำตามที่ได้ระบุไป ล็อบสเตอร์จะมีอายุได้มากถึง 1-2 สัปดาห์
ส่วนในกรณีที่แช่ไว้ในตู้เย็นโดยไม่ต้องอยู่ในน้ำ ล็อบสเตอร์จะสามารถมีชีวิตอยู่ได้ถึง 2 วัน
โอโห กว่าจะมาถึงมือผู้บริโภคอย่างเรา บอกเลยว่าไม่ง่ายเลย
ที่ง่ายที่สุด ก็คงจะเป็น วัตถุดิบพรีเมี่ยมเหล่านี้ มารวมกันอยู่ที่เดียวให้เลือกชม
ภายในงาน “Taste of America” โดย Gourmet Market นั่นเองจ้า
------
แหล่งอ้างอิงเพิ่มเติม
-http://blog.hungryhub.com/#
-Gourmet Market
https://j-gourmet.com/blog/post/canadian-lobster

มาส่อง มุมขนมขบเคี้ยวและผลไม้ "America" กันเถอะ
สำหรับเพื่อน ๆ ที่อยากอ่านเรื่องราวเพิ่มเติม ก็ขอเชิญได้ทางนี้จ้า
ขึ้นชื่อว่าขนมสัญชาติอเมริกัน สิ่งแรกที่ทุกคนจะต้องนึกถึงก็คือ
ขนมชีสบอลทอดกรอบ หรือ มันฝรั่งทอด ในห่อขนม กันอย่างแน่นอน
ซึ่งต้องบอกว่าขนมอบกรอบที่น่าสนใจ ในงาน “Taste of America” โดย Gourmet Market พวกเราก็จะขอแนะนำ ขนมชีสบอลอย่าง “America's Best CheeZ Ballz”
ขนมก้อนกลมอัดชีสสีส้มแน่น ๆ บรรจุภัณฑ์สีฟ้า ฝาเหลืองสดใส ที่พูดปุ้ป ก็อยากแกะขนมมาเคี้ยวให้สนุกปาก เลยทีเดียว
อีกอันหนึ่ง ที่เป็นมากกว่าขนมขบเคี้ยว
ที่พวกเราตั้งใจว่าจะต้องไปจัดมาทอดในหม้อทอดไร้น้ำมัน ก็คือ
“LambWeston Crinkle Cut Potato”
มันฝรั่งทอดชนิดเส้นหยัก มีความหนาเป็นพิเศษ คุณภาพพรีเมี่ยม รสชาติที่กรอบ อร่อย
เหมาะสำหรับทานเป็นของว่าง หรือทานคู่กับเบอร์เกอร์ และเมนูสเต็กต่างๆ
ซึ่งแบรนด์ LambWeston ก็มีชื่อเสียงในด้านของอาหารแช่แข็ง เป็นอันดับต้น ๆ ของสหรัฐอเมริกา โดยเฉพาะมันฝรั่งทอดกรอบสไตล์อเมริกัน บอกเลยว่าต้องลองชิมสักถุง
------
แต่ว่านะ….
หากเพื่อน ๆ ยังคงติดภาพจำแค่ว่า ขนมสัญชาติอเมริกัน จะมีแต่ขนมทอด ขนมอบกรอบ ละก็
อาจจะได้เวลาเปลี่ยนมุมมองใหม่ ๆ ภายในงาน “Taste of America” กันแล้วละ
เพราะขนมสายสุขภาพ ที่การันตีจากแบรนด์ยักษ์ใหญ่ ยกตัวอย่างเช่น
Kellogg's Dark Chocolate Granola หรือ ดาร์ก ช็อกโกแลต กราโนลา จากแบรนด์เคลล็อกส์
คุณประโยชน์ครบ จากส่วนผสมหลักของข้าวโอ๊ต, ข้าวสาลี, ข้าวบาร์เลย์, ข้าวกล้อง, ข้าวโพด ผสมด้วยช็อกโกแลตชิปแท้ๆและเนื้อเบอร์รี่อบแห้ง
ซึ่งแบรนด์ Kellogg’s อย่างที่เราคุ้นชื่อคุ้นตากัน ว่าเป็นเจ้าพ่อแห่งอาหารเช้าแบบซีเรียล (Cereal) ที่มีประสบการณ์มากกว่า 100 ปี
หรือ Blue Diamond Natural Toasted Almonds หรือ ถั่วอัลมอนด์อบกล่องสีน้ำเงิน แบรนด์บลูไดมอนด์ อันนี้คงไม่ต้องพูดเยอะเลย เพราะเชื่อว่า เพื่อน ๆ ที่กำลังอ่านโพสนี้อยู่คงได้เคยลิ้มลองขนมอัลมอนด์อบอร่อย ที่เน้นสุขภาพกันมาแล้ว แน่นอน
สุดท้ายนี้ หากเพื่อน ๆ สายสุขภาพ ท่านไหนที่ติดใจในความสดชื่นของผลไม้สีแดง
ในงาน“ Taste of America” ก็ยังจัด 2 ผลไม้สุดชื่นใจ ที่ส่งตรงมาจากรัฐวอชิงตัน อย่าง
- “Washington USA Red Delicious Apple” แอปเปิ้ลอเมริกาผิวสีแดงสด รสชาติเปรี้ยวหวาน
- “Northwest Cherries” ผลไม้ลูกสีแดง รสชาติหวานอมเปรี้ยว ถือว่าเป็นอีกหนึ่งผลไม้ยอดนิยมจาก รัฐ Washington

ซอสปรุงรส คุณภาพดีสัญชาติ "America" ที่น่าสนใจ
สำหรับเพื่อน ๆ ที่อยากอ่านเรื่องราวเพิ่มเติม ก็ขอเชิญได้ทางนี้จ้า
สำหรับในส่วนของซอสปรุงรสสัญชาติอเมริกัน
ต้องบอกเลยว่า พวกเราลองเข้าไปดูในครัว ก็พบว่า
เอ้อ ! ทำไมในตู้อาหาร เราถึงได้มีซอสเหล่านี้ (เรียกได้ว่าเป็นซอสสามัญประจำตู้ของพวกเราเลย)
สำหรับซอสที่พวกเราใช้งานมากที่สุด ก็คงเป็น ซอสมายองเนส (Mayonnaise)
ซอสมายองเนส (Mayonnaise) คือ ซอสสีขาว มีรสเปรี้ยวหวานมัน นิยมทานแบบเย็น
มายองเนส ยังเป็นที่รู้จักกันในอีกชื่อ ที่อาจไม่ค่อยคุ้นหู อย่าง "ซอสไข่แดง"
โดยหลัก ๆ พวกเราก็นำไปทำเป็นน้ำสลัดครีมข้น
หรือ ซอสบาร์บีคิว ซึ่งของแบรนด์ Kraft Barbecue Sauce Original ก็จะมีความต่างไปอีกหน่อย
คือ เป็นซอสบาร์บีคิวต้นตำรับจากอเมริกา นำไปจิ้มของทอด อย่างนักเก็ต เฟร้นช์ฟรายส์ หรือจะเอาไปหมักเนื้อสัตว์แล้วนำไปทำเป็นบาบีคิวเสียบไม้ หรือ ราดบนเนื้อสเต็ก
โอโห.. ลงตัวไปซะทุกอย่าง
------
แต่อันที่ไม่ค่อยสามัญเท่าไร ก็คงเป็น กัวคาโมเล่ดิปซอส (Dip Sauce Guacamole)
กัวกาโมเลดิปซอส ก็คือ ซอสอะโวคาโดบด นั่นเอง
ซึ่งจริง ๆ แล้ว ก็ต้องอธิบายถึงรากฐานของตัวซอสอย่าง “กัวกาโมเล (Guacamole)” กันสักนิด
“กัวกาโมเล” เป็นอาหารประเภทเครื่องจิ้มของเม็กซิกัน
ที่ทำมาจากอะโวคาโดบด ปรุงรสด้วยน้ำเลมอน กระเทียม พริกไทยดำ ผักชี มะเขือเทศสด
โดยจะนิยมทานคู่กับแผ่นแป้ง Tortilla (ตอร์ติญ่า) ทอดกรอบ
คิดว่าหลังจากวันนี้แล้ว เราคงจะต้องจัดกัวคาโมเล่ดิปซอส จากงาน “Taste of America” โดย Gourmet Market เข้ามาอยู่ในตู้อาหารในครัว อย่างแน่นอน 🙂
แหล่งอ้างอิงเพิ่มเติม
-https://www.kraftheinz-foodservice.com/

"American Cheese" อัดแน่นด้วยคุณภาพ น่าลองทุกอย่างเลย
สำหรับเพื่อน ๆ ที่อยากอ่านเรื่องราวเพิ่มเติม ก็ขอเชิญได้ทางนี้จ้า
พอพูดถึงเรื่องราวของชีสแล้วเนี่ย
เพื่อน ๆ หลายคนอาจอยากทราบคร่าว ๆ ว่า
เอ้ะ ! ชีสมันดูเยอะแยะไปหมดเลย ว่าแต่ว่า ชีส มันมีกี่รูปแบบ กันนะ ?
ชีส เป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้มาจากโปรตีนในน้ำนมของสัตว์ และมีกระบวนการพาสเจอร์ไรส์ เติมเชื้อจุลินทรีย์แบคทีเรียลงไป พร้อมเติมเอนไซม์ที่ทำให้โปรตีนในน้ำนมจับตัวเป็นก้อนสีเหลือง ละบ่มตามอุณหภูมิ
โดยหากแบ่งประเภทของชีส แบบพอสังเขป ก็จะแบ่งได้ 3 ประเภท ดังนี้
1. Soft Cheese (ชีสนุ่ม)
ชีสที่มีความเข้มข้นของครีมสูง ให้รสสัมผัสนุ่มนวล เช่น Brie, Feta, Camembert
2. Semi-Hard / Semi-Soft Cheese (ชีสกึ่งนุ่มกึ่งแข็ง)
ชีสกึ่งนุ่มกึ่งแข็ง ที่มีความชื้นสูง รสชาติอ่อน ไม่เข้มข้นมาก เช่น Gouda, Mozzarella, Cheddar
3. Hard Cheese (ชีสแข็ง)
ชีสเนื้อแข็ง ที่เราคุ้นตากับชีสแผ่นหนาสีเหลือง มีความชุ่มฉ่ำไม่มาก เช่น Parmesan, Swiss,
------
อะ แล้วทำไมต้องเป็นชีสที่มาจากอเมริกาละ ?
อเมริกา เป็นประเทศที่ขึ้นชื่อในเรื่องของการผลิตชีสในรูปแบบ Semi-Hard / Semi-Soft Cheese (ชีสกึ่งนุ่มกึ่งแข็ง) โดยตัวเด็ดก็คือ American Cheddar Cheese (พอจะคุ้นหูกันบ้างไหม)
ซึ่งอเมริกันชีส ส่วนมากจะเหมาะกับการทานคู่กับอาหารอย่าง เบอร์เกอร์ หรือ ทานแบบแม็คแอนชีส ก็ได้
อะ ! แต่ถ้านั้น ฟังดูธรรมดาซะจนเกินไป....
พวกเราก็อยากชวนมารู้จักถึงความหลากหลายของ ชีสสัญชาติอเมริกัน เพิ่มเติม
คือ อย่างที่ได้กล่าวไปในเรื่องของ การนำความหลากหลายทางวัฒนธรรมอาหาร จากนานาประเทศ เข้ามารวมไว้ที่เดียวอย่างอเมริกา เรื่องราวนี้ ก็เกิดขึ้นกับ “อเมริกันชีส” อีกด้วยเช่นกัน
ยกตัวอย่างเช่น การนำ Cheddar Cheese ที่เป็นจุดเด่นของอเมริกา
- เข้ามาสร้างสรรค์กับพริกฮาบาเนโร ในชื่อ “Habanero Cheddar Semi-hard cheese”
- นำมาจุ่มในไวน์แดงแคลิฟอร์เนียร์ พร้อมหมัก ในชื่อของ “Purple Moon Cheddar Semi-hard Cheese”
- หรือ เชดดาร์ชีสที่ผลิตจากเบียร์ โลคอล อิมพีเรียล สเตาท์ อย่าง “Craft Beer Cheddar Semi-hard cheese”
โอโห หลากหลายไปหมดจริง ๆ นะ
ซึ่งทั้งหมดนี้ เพื่อน ๆ สามารถตามไปลุยกันต่อที่งาน “Taste of America” จัดโดย Gourmet Market กันต่อได้
ขอแถมด้วยว่า ผลิตภัณฑ์ชีสจากอเมริกา ที่ทาง Gourmet Market นำมาวางให้เพื่อน ๆ ทุกท่านได้ลองเลือกกันเนี่ย ไม่ได้มีแค่กลุ่มชีสทางเลือกนะ
แต่ว่า ชีสระดับพรีเมี่ยม อย่าง กลุ่มชีสที่มีชื่อเรียกว่า “Signature Cheese”
ยกตัวอย่างเช่น “Old World Aged Cheddar Aged 14 months” และ “San Joaquin GoldButtery Aged 12 months” ที่ได้รับรางวัล “World Cheese Awards” อีกด้วยนะ !
เกร็ดความรู้เพิ่มเติม : ชีสในอเมริกา มีต้นกำเนิดพร้อม ๆ กับการเข้ามาของผู้อพยพชาวอาณานิคมอังกฤษในช่วงปี ค.ศ. 1790 รวมไปถึงชาวยุโรปอย่าง ชาวอิตาลีและฝรั่งเศส
แหล่งอ้างอิงเพิ่มเติม
-https://www.seriouseats.com/whats-really-in-american-cheese
-https://krua.co/food_story/10#
-https://www.easycookingmenu.com/index.php/knowledge/cheese
-https://www.chonklang.com/th/

ในหน้านี้พวกเรา InfoStory ขออนุญาตโปรโมตงาน ที่จะรวบรวมเหล่าสินค้าอาหารสัญชาติอเมริกัน อย่างที่พวกเราได้เล่ากันมาใน Album ภาพนี้กันมาเนอะ
Gourmet Market ร่วมกับ สถานทูตสหรัฐอเมริกา จัดงาน “Taste of America” (เทสต์ ออฟ อเมริกา) ยกทัพความอร่อยและวัตถุดิบชั้นเลิศส่งตรงจากประเทศอเมริกา ระหว่างวันที่ 1 – 14 กรกฎาคม 2564
โดยจัดที่ Gourmet Market สาขาเอ็มโพเรียม / เอ็มควอเทียร์ และพารากอน ดีพาร์ทเม้นต์สโตร์
สำหรับเพื่อน ๆ ที่ไม่ต้องการออกไปข้างนอก
ก็สามารถเข้าไปร่วมงานจับจ่ายสินค้า บนทางออนไลน์ ระหว่างวันที่ 1 – 28 กรกฎาคม 2564
เพื่อตอกย้ำความเป็น WORLD CLASS GOURMET DESTINATION ของนักชิมชาวไทยและชาวต่างชาติ
ภายในงานได้คัดสรรที่สุดของภัณฑ์ด้านอาหารและวัตถุดิบชั้นเลิศจากแหล่งผลิตที่ดีที่สุดส่งตรงจากประเทศอเมริกา ให้เหล่านักชิมได้สัมผัสความอร่อยสไตล์อเมริกันแท้ ๆ ไม่ว่าจะจะเป็นเนื้อวัวสายพันธุ์ดี และ อาหารทะเลสดๆ
กูร์เมต์ มาร์เก็ต ยังมีบริการสุดพิเศษจากเคาน์เตอร์ “เชฟ เซอร์วิส” อย่าง You Hunt We Cook พร้อมบริการให้ลูกค้าที่ต้องการสัมผัสรสชาติความอร่อยและคุณภาพของวัตถุดิบชั้นเลิศจากประเทศอเมริกาได้ง่ายๆ เพียงเลือกวัตถุดิบมาให้เชฟรังสรรค์เมนูสุดพิเศษ
เพียงเท่านี้ก็ได้อร่อยแบบเอ็กซ์คลูซีฟทันที !
อย่าลืมนะ !
พบกับบูธงาน “Taste of America” ได้ตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค. 64 - 14 ก.ค. 64
เฉพาะที่ Gourmet Market สาขาเอ็มโพเรียม / เอ็มควอเทียร์ / และ พารากอน
สำหรับใครที่ไม่สะดวกออกจากบ้าน ช้อปสบายจัดส่งถึงที่พร้อมให้บริการทุกวัน
ตั้งแต่ห้างเปิด – 21.00 น.
Call to Order : สั่งง่าย แค่กดโทร คลิก >> https://tmg.click/2S1uQND
Online Shopping : คลิกเดียวจบ สด ครบทุกมุมโลก >> http://gourmet.link/4yFU
วันนี้พวกเรา InfoStory ขอจบเรื่องราวดีดี ที่อยากมาแบ่งปันไว้เพียงเท่านี้ 🙂
#TasteofAmerica2021
#ProductofUSA #TastyUSA
#GourmetMarketThailand
#Emporium #EmQuartier #Paragon
#InfoStory



