อยากรู้เรื่องอะไร?

Search

ชวนส่อง 7 หลักแนวคิด "พัฒนาตัวเอง & ค้นหาความสุข" ในแบบฉบับของชาวญี่ปุ่น

ชวนส่อง 7 หลักแนวคิด "พัฒนาตัวเอง & ค้นหาความสุข" ในแบบฉบับของชาวญี่ปุ่น

เข้าใจว่าเพื่อน ๆ ที่เคยทำงานในบริษัทญี่ปุ่น หรือ ร่วมก […]

เข้าใจว่าเพื่อน ๆ ที่เคยทำงานในบริษัทญี่ปุ่น หรือ ร่วมกับคนญี่ปุ่นเนี่ย

คงจะมีความกดดันกันอยู่ตลอดเวลา

ว่าแต่…คนญี่ปุ่นที่ขึ้นชื่อว่าสุดจะจริงจังกับการงานและการเลี้ยงชีพเนี่ย

เค้ามีหลักแนวคิดพัฒนาตัวเอง และ ค้นหาความสุข กันอย่างไรบ้าง ?

พวกเราขอหยิบเลือกมา 7 แนวคิดนะคร้าบบ พร้อมแล้ว ไปรับชมกันได้เลย ! 😤🥰

วันนี้พวกเรา MindStory เลยจะขอหยิบเรื่องราวของ 7 หลักแนวคิดที่สำคัญของชาวญี่ปุ่นมาชวนเพื่อน ๆ อ่านไปด้วยกัน 🥰

แต่ต้องบอกว่าหลักแนวคิดของญี่ปุ่นเนี่ย

หากนำเพียงแค่อย่างเดียวมาปรับใช้แบบหักโหม… มันก็อาจไม่ได้มีผลลัพธ์ที่ดีขึ้นมาได้

แต่เค้าจะนิยมผสมผสานทุกอย่างไปพร้อม ๆ กัน

ไม่กดดันตัวเองมากจนเกินไป

.

บางทีแล้ว…ชีวิตก็เป็นการค้นหาความหมาย และมีความสุขกับสิ่งที่เราตั้งใจทำในทุก ๆ วัน

แค่ “ทำให้ได้” ก็เพียงพอแล้ว

(แน่นอน…มันไม่ง่ายหรอก แต่ก็ไม่ได้ยากนะ)

ปล. หลักแนวคิดแต่ละหลักเนี่ย…อาจเรียกได้ว่าลึกและยาวขนาดที่ว่ามีหนังสือเป็นเล่ม ๆ กันเลยละ !

ในโพสนี้พวกเราตั้งใจสรุปแนวคิดสำคัญที่เป็นพื้นฐานของแต่ละหลักคิดมาให้ชมเป็นการเรียกน้ำย่อย ให้เพื่อน ๆ ไปตามหาอ่านกันต่อนะคร้าบบ

อันที่จริงแล้วยังมีหลักแนวคิดที่ช่วยให้เราค้นหาความสงบและความสุขของญี่ปุ่นอีกเยอะเลย (คือ มีมากกว่านี้เกือบ 10 แนวคิด เลยแน่ะ !

ไว้พวกเราจะรวบรวมมาให้รับชมกันต่อนะคร้าบ 🤩🙏🙏

#ญี่ปุ่น #คิดแบบญี่ปุ่น

#InfoStory

#MindStory

พวกเราขอหยิบเลือกมา 7 แนวคิดนะคร้าบบ พร้อมแล้ว ไปรับชมกันได้เลย ! 😤🥰

[ “IKIGAI” เครื่องมือที่จะช่วยเราค้นหา “ความหมาย” ของชีวิต ]

[ “IKIGAI” เครื่องมือที่จะช่วยเราค้นหา “ความหมาย” ของชีวิต ]

ทำไมเราถึงต้องตื่นนอนขึ้นมาในทุก ๆ วัน ? (ตื่นเช้า ตื่นสายก็ได้)
ทำไม คนคนนึง ถึงขยันทำงานได้มากมายขนาดนั้น ไม่เหนื่อยเหรอ ?
งานก็หนัก ภาระก็เยอะ แต่..ทำไม เพื่อนร่วมงานของเราบางคนถึงได้หาเวลาไปเที่ยวอย่างสบายใจได้ละ ?

อาจเป็นเพราะ พวกเค้าค้นหาความหมายของชีวิต หรือ กำลังเข้าใจเหตุและผลของชีวิต

หลักแนวคิด IKIGAI (生き甲斐) จึงได้ถูกออกแบบมาเพื่อช่วยให้เราค้นหาความหมายของการมีชีวิต และเหตุผลของการทำอะไรก็ตาม ได้ง่ายและชัดเจนขึ้น

Iki (生き) แปลว่า ชีวิต
Gai แปลว่า (甲斐) คุณค่า

คำถามที่เป็นหลักแนวคิดสำคัญของ Ikigai ที่ให้เราออกไปค้นหา ก็คือ

1. ค้นหาว่าอะไรคือ สิ่งที่เรารัก (What you love) ? 🥰
- ทำในสิ่งที่เรารัก เราชอบ เราก็จะไม่มีวันเบื่อ (อาจมีท้อบ้าง ล้มแต่ลุกง่าย)

.

2. ค้นหาว่าอะไรคือ สิ่งทีเราถนัด (Your Strengths) ? 🤩

- อะไรที่เราชำนาญ หรือ มีความสามารถที่โดดเด่น ? ลองถามคนรอบตัวก็ได้นะ ข้อนี้หากเราไม่รู้ตัวเองเนี่ย แต่เพื่อน ๆ รอบข้างเราอาจมองเห็นก็ได้นะ !

.

3. ค้นหาว่าอะไรคือ สิ่งที่โลก/สังคมต้องการ (The world needs) ? 🌏

- เพราะเราไม่ได้อยู่อย่างเดียวดายบนโลกใบนี้ ถ้าสิ่งที่เราทำมันช่วยทำให้สังคมหรือโลกน่าอยู่ขึ้น นั่นละ คือ “คุณค่า”
- ไม่ต้องไปถึงระดับโลก แค่สังคมรอบ ๆ ตัวเรา หรือ บริษัทที่ทำงาน ครอบครัว ก็เพียงพอแล้ว

.

4. ค้นหาว่า แล้วเราจะได้อะไรจากสิ่งที่เราทำ ?
สามารถสร้างรายได้บ้างไหม ? (What you can be paid for) ? 💵

- แน่นอนว่า ถ้าจะเอาตัวรอดให้ได้ เราเองก็ต้องมีรายได้จากสิ่งที่เราทำ ด้วยนะ.. (คือคนญี่ปุ่นเค้าไม่ได้โลกสวย มองว่าทุกอย่างจะดีขึ้น ความสุขจะลอยเข้ามาได้ง่าย ๆ … คือ รายได้ก็สิ่งสำคัญสำหรับการดำรงชีวิต)

💡 4 ข้อคำถามที่ว่ามานี้ มันก็คือวงกลมที่อยู่ภายนอกสุดจากในภาพนั่นเอง

.

ส่วนที่เพื่อน ๆ เห็นในภาพที่เป็น วงกลมอิคิไก วางซ้อนทับกัน

อันนี้ขออธิบายง่าย ๆ ว่า วงกลมที่ถูกซ้อนทับกัน มันคือ “ส่วนผสม/จุดร่วม” (หรือหลายคนอาจเรียกว่าอินเตอร์เซค)

มันก็เป็นสมการง่าย ๆ อย่างเช่น

1. สิ่งที่เรารัก (What you love) + สิ่งที่โลก/สังคมต้องการ (The world needs) = หน้าที่/ภารกิจ (Mission)

2. สิ่งที่เรารัก (What you love) + สิ่งทีเราถนัด (Your Strengths) = สิ่งที่เราชอบ(Passion)

3. สิ่งทีเราถนัด (Your Strengths) + สิ่งที่คุณทำแล้วสร้างรายได้ (What you can be paid for) = อาชีพ (Profession)

4. สิ่งที่คุณทำแล้วสามารถสร้างรายได้ (What you can be paid for) + สิ่งที่โลกต้องการ (The world needs) = ความเป็นมืออาชีพ/ความชำนาญ (Vocation)

📍 ทุกอย่างมีเหตุมีผลของกันและกัน ไม่มีวงกลมวงใด หรือ จุดร่วมของวงกลมวงใดที่เด่นไปกว่ากัน

เมื่อเราค้นหามันเจอทีละเสี้ยว แล้วนำมาประกอบกัน
เราก็จะค่อย ๆ เข้าใกล้คำตอบของ “ความหมายและคุณค่าของชีวิต” มากยิ่งขึ้น

แนวคิดที่ว่ามานี้ ไม่ใช่แนวคิดที่เพิ่งถูกคิดค้นกันมานะเพื่อน ๆ
แต่เจ้าอิคิไกเนี่ย.. เค้ามีมาตั้งนานมากกว่า 1,000 ปีละเด้ออ (ประมาณ ค.ศ. 749)

ชวนอ่านเพิ่มเติม -  8 สิ่งที่ควรทำก่อนนอน จะช่วยพัฒนาตัวเอง ได้วันละนิด | เพจ InfoStory

แนวคิดนี้กำเนิดขึ้นโดยนักปราชญ์ชาวญี่ปุ่นที่จังหวัดโอกินาวะ 🗾

เพื่อน ๆ สามารถไปหาตามอ่านกันต่อได้ในรูปแบบหนังสือนะ ลงลึกเลยละ ! (แบบแปลไทยก็มีนะคร้าบ)

#Ikigai
#อิคิไก

แหล่งอ้างอิงเพิ่มเติม
- หนังสือ Ikigai: The Japanese Secret to a Long and Happy Life เขียนโดย Héctor García

[ Shikata Ga Nai (仕方がない) - ก็มันช่วยไม่ได้นี่เนอะ ! ]

[ Shikata Ga Nai (仕方がない) - ก็มันช่วยไม่ได้นี่เนอะ ! ]

หลักแนวคิดที่ว่านี้ ก็แปลตรงตัวเลยจากภาษาญี่ปุ่น ที่ว่า ก็มันช่วยไม่ได้นี่เนอะ.. 😉
(Shouganai (しょうがない) - ช่วยไม่ได้)

(เข้าใจว่า คำนี้หากลงลึกตามหนังสือ น่าจะมีความหมายซ่อนเอาไว้อยู่เยอะเลย)

ฟังคำนิยามแล้ว…เอ่อเหมือนว่าหลักแนวคิดนี้ จะบอกเราว่าให้ ปลงชีวิตมันไปซะเถอะ… แบบนั้นเลยเนอะ..😞

.

แต่อันที่จริงแล้ว หลักแนวคิดนี้ เค้าจะสื่อว่า ให้เราปลง/ตัดใจ จากสิ่งที่มันเปลี่ยนแปลงไปไม่ได้แล้ว (เอาเถอะหน่าา อย่าไปคิดมากก) ตะหากละ 😊

เราต้องรู้จักยอมรับในสิ่งที่มันกำลังจะเกิดขึ้น (หรือเกิดขึ้นไปแล้ว)

บางสิ่งที่มันแย่เกินจะรับไหว… แต่มันเกิดขึ้นไปแล้ว.. เรายังคงมีชีวิตอยู่ เราต้องรับมันให้ไหว
รับไม่ไหว ก็ปล่อยวางมันไปบ้างก็ได้นะ…😌

หรือถ้าปล่อยวางไม่ได้ กลัวอนาคตจะผิดพลาดอีก..
งั้นก็ช่วยไม่ได้แห่ะ….
มันก็เกิดขึ้นไปแล้วนี่เนอะ งั้นเรามาหาวิธีป้องกัน ไม่ให้มันผิดพลาดแบบเดิมละกันนะ !

อีกหนึ่งจุดที่สำคัญคือ หลักแนวคิดนี้ เค้าต้องการให้เราสามารถมีความยืดหยุ่น ภายใต้สถานการณ์ที่ลำบากให้ได้ เราต้องยืนหยัดให้ได้ ! ก็มันเกิดขึ้นแล้ว ช่วยไม่ได้นี่หน่าา…

ไม่ว่าเพื่อน ๆ จะเจอกับอะไรแย่ ๆ มา
พวกเรา MindStory ขอเป็นกำลังใจให้ทุกคน สู้ต่อไปนะคร้าบบ ! (ก็มันช่วยไม่ได้นี่น่าา สู้ ๆ ! 😊✌️)

#ShikitaGaNai
#ไม่เป็นไรนะ #ก็มันช่วยไม่ได้นี่นะ

แหล่งอ้างอิงเพิ่มเติม
- หนังสือ SHIKATAGANAI: It Can't Be Helped เขียนโดย Sumi Kinoshita
- https://blog.gaijinpot.com/beauty-phrase-shikata-ga-nai/

[ Shu (守) - Ha (破) - Ri (離)  พัฒนาตัวเองให้เชี่ยวชาญ เหมือนกับศิลปะการต่อสู้ ! 🥋😤 ]

[ Shu (守) - Ha (破) - Ri (離) พัฒนาตัวเองให้เชี่ยวชาญ เหมือนกับศิลปะการต่อสู้ ! 🥋😤 ]

แนวคิดนี้ถูกพัฒนามาจากศิลปะการต่อสู้ (Aikido) ของญี่ปุ่น
โดยแนวคิดนี้ มีความเชื่อว่าคนเราสามารถพัฒนาตัวเองให้เก่งขึันได้ ตามแบบของนักสู้
ตั้งแต่เริ่มเป็นนักฝึกหัด → ไปถึงผู้เชี่ยวชาญ → ถึงระดับปรมาจารย์

โดยเค้าจะแบ่งเป็น 3 ขั้นตอน ประมาณนี้

ขั้นที่ 1. Shu (守) : “เชื่อฟังตามกฎ”

เรียนรู้พื้นฐาน และทำตามหลักการ กฎระเบียบ หรือ คุณครูผู้สอน

เราต้องเรียนรู้ทุกอย่างในสิ่งที่เราต้องการจะทำ
การเรียนรู้ในที่นี้คือ ไม่ต้องกลัวว่าจะผิดหรือถูก แต่เรามีหน้าที่รับฟัง เชื่อฟัง ปฏิบัติตาม เพียงอย่างเดียว

ถ้าเพื่อน ๆ ดูการ์ตูนเรื่อง Demon Slayer อันนี้เรานึกถึงตอนที่ ทันจิโร่ ยังค้นหาพลังของตัวเองไม่เจอ
จนมาพัฒนาปราณวารีแบบคุณโทมิโอกะ ไปก่อน 💧

.

ขั้นที่ 2. Ha (破) : “ทำลายกฎ”

มาถึงขั้นนี้ คือเราเริ่มสะสมความรู้ความสามารถมากในระดับหนึ่งแล้ว
ต่อมา เราจะต้องเริ่มศึกษาให้ลึกซึ้งมากขึ้น และลองหัดทำด้วยตัวเอง

ขั้นนี้ เราจะเริ่มรู้จักการทำผิดพลาด การไปหาวิธีแก้ไขจากผู้เชี่ยวชาญคนอื่น ๆ และสะสมประสบการณ์ตรงจากตัวเองเพิ่มไป

เปรียบเทียบกับทันจิโร่ ขั้นนี้เค้าจะเริ่มเรียนรู้การพัฒนาปราณวารีได้มากขึ้น มีการนำไปลองใช้ จนรู้ว่ากระบวนท่าไหนมีความแข็งแกร่งอย่างไร ถึงแม้จะรู้ว่า ฟันศัตรูไม่เข้า แต่ก็จะต้องลองฟัน

จนกระทั่งเขาเริ่มพัฒนาปราณตะวันขึ้นมาได้ 🔥

.

ขั้นที่ 3. Ri (離) : “สร้างกฎใหม่”

จุดสูงสุดของตัวเราละ เราเริ่มศึกษาจนชำนาญ พร้อมที่จะปรับเปลี่ยนความรู้ และสร้างสิ่งใหม่ ๆ ด้วยตัวเองได้

เปรียบเทียบกับตัวละครทันจิโร่ ตอนนี้ก็น่าจะเป็นตอนที่เขาเริ่มฝึกท่ารำปราณตะวันของตระกูลที่ถูกส่งทอดต่อกันมา(ของพ่อ) จนประสมเป็น 13 กระบวนท่าปราณตะวันในแบบของตัวเองขึ้นมาได้ นั่นเอง 💧🌀🔥🔥

.

ตัวละครทันจิโร่เอง ก็มาจากเด็กที่ไม่เคยรู้อะไรมาก่อนเหมือนกัน
น่าจะเปรียบเป็นการพัฒนาตัวเองของเราได้อยู่เหมือนกันนะ

(การเปรียบเทียบกับตัวละคร อันนี้พวกเราลองสมมุติขึ้นมาให้เห็นภาพนะคร้าบ ตัวบทความแหล่งอ้างอิงอื่น ๆ หรือในหนังสือไม่ได้มีการเทียบไว้นะคร้าบ)

#Shuhari
#พัฒนาตัวเองให้เหมือนกับต่อสู้

แหล่งอ้างอิงเพิ่มเติม
-หนังสือ SHU HA RI For Those Who Are Tied Up With Words เขียนโดย RYOICHI CHIDA
-https://www.facebook.com/.../a.345811.../418071995812757/...
-https://puy-prachya.medium.com/shu-ha-ri
-https://tuxsablog.skilllane.com/level-up/shu-ha-ri/

[ GAMAN (我慢) อดทนเข้าไว้ ! 😤😤 ]

[ GAMAN (我慢) อดทนเข้าไว้ ! 😤😤 ]

Ga (我) แปลว่าตัวเรา
man (慢) แปลว่า ความอดทน

เมื่อรวมกันเป็นหลักแนวคิด ก็จะหมายถึง เป็นภาษาญี่ปุ่นแปลว่า การอดทนต่อความยากลำบาก 😤😵

หลักการนี้ต้นกำเนิดในพุทธศาสนาของลักธิเซน ซึ่งมีมาตั้งแต่ในสมัยโบราณ
(หลักการเค้าจะคล้ายๆกับแนวคิดแบบ Stoicism)

ชวนอ่านเพิ่มเติม -  THANK YOU 5000 FOLLOWERS

หลักแนวคิดเบื้องต้น คือ

- จงอดทนและพากเพียรในเวลาที่ยากลําบาก
- ควบคุมตัวเองให้เป็น มีสติอยู่ตลอด
- ไม่ปล่อยให้ตัวเองถูกครอบด้วยอารมณ์ในแง่ลบ
- จงเห็นใจผู้อื่นให้มากขึ้น (และหยุดด่าว่าการกระทำของผู้อื่น ต่างคนต่างความคิด เราควบคุมเค้าไม่ได้ แต่เราควบคุมตัวเองได้)

📌 ความยืดหยุ่น (Resilience) คือแนวคิดสำคัญที่จะช่วยให้เราก้าวผ่านในช่วงเวลาอันเลวร้ายไปได้ ต้องเข้าใจและยอมรับกับสิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน อย่าจมปรักอยู่กับความรู้สึกในแง่ลบ ล้มแล้วต้องลุกให้เร็วที่สุด

.

ถึงแม้หลักของ Gaman จะช่วยให้เรามีสติ สงบ และแข็งแกร่งมากขึ้นก็ตาม
แต่ก็มีข้อควรระวังอย่างนึง คือ การที่เราใช้วิธีแนวคิดแห่งความอดทนแบบนี้ในทางที่มากเกินไป
ก็อาจเป็นปัญหากับเราได้

อย่างเช่น ในช่วงเวลาที่เราลำบาก เราก็จะฝืนอดทน… จนกระทั่งเราทรมานอยู่กับความทุกข์และความเจ็บปวด แต่กลายเป็นว่าเราสะกดจิตตัวเองไปซะอย่างนั้น

ทั้ง ๆ ที่เราควรจะขอความช่วยเหลือจากคนอื่นตั้งแต่ตอนแรกแล้ว เป็นต้น

ปรับใช้มากเกินไป บางทีก็อาจเป็นทุกข์ได้เนอะ 🤕

#Gaman
#อดทนอดทนอดทน

แหล่งอ้างอิงเพิ่มเติม
- หนังสือ Gaman: The Japanese Art of Patience เขียนโดย Peggy KOPMAN-OWENS
- https://psychology-spot.com/gaman-japanese-meaning/
- https://www.morethantokyo.com/gaman-gritty-japanese-word/

[ Oubaitori (桜梅桃李) - เราทุกคนเปรียบเหมือน "ดอกไม้" 🌸 ]

[ Oubaitori (桜梅桃李) - เราทุกคนเปรียบเหมือน "ดอกไม้" 🌸 ]

ทำไมต้องเปรียบเหมือนดอกไม้ ?
แล้วเราจะหาความสุขแบบดอกไม้ได้ยังไงละ ?

คือ ในโลกที่เต็มไปด้วยความเคลื่อนไหวที่รวดเร็ว อย่างเช่น โซเชียลมีเดีย
มันส่งผลกระทบต่อจิตใจชาวญี่ปุ่นพอสมควร

เพราะจากเดิมที่พวกเค้าไฝ่หาความสงบ ความสุขในจิตใจ
แต่กลายเป็นว่า..พอเสพสื่อหรือการอัปเดตความสำเร็จจากเพื่อนฝูงที่รวดเร็วเกิน มันทำให้หลาย ๆ คนเกิดอาการซึมเศร้าจากการเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่น จนทำให้ตัวเองดูไร้ค่าไป… 😞😞

ค่านิยมของคนญี่ปุ่นในสมัยใหม่ มีความยึดติดกับคำว่า “Perfect” มากจนเกินไป
พอเร่งให้สำเร็จเร็วตามมาตรฐานของคนอื่น… เค้าก็เกิดความเครียด
เกิดความเครียดที่สะสมจนมากเกินไป.. ก็ไปฆ่าตัวตาย กระโดดตึก กระโดดรางรถไฟ… 🔕

.

โอบาอิโทริ (Oubaitori) จึงเป็นแนวคิดที่เปรียบเสมือนว่า เราเป็น “ดอกไม้ หรือ ต้นไม้” 🌸🌷

ในประเทศญี่ปุ่น เค้าจะมี "ต้นไม้ 4 ต้น" ที่ผลิบานในฤดูใบไม้ผลิพร้อม ๆ กัน แต่เบ่งบานในช่วงเวลาที่ “แตกต่าง” กัน (ก็จะมีต้น Cherry Plum Peach และ Apricot)

.

📌 ถ้าเปรียบเสมือน "ตัวเรา" เป็น "ดอกไม้" ก็หมายถึงว่า

- เราทุกคนมีเวลา "เบ่งบาน" เป็นของตัวเอง
- เวลา "เบ่งบาน" ของเรา อาจจะไม่ตรงกับคนอื่น
- พวกเราทุกคนล้วนมีชีวิตเป็นของตนเอง ไม่ใช้มีชีวิตบนความคาดหวังหรือบนกระแสสังคมของผู้อื่น

💡 เพราะฉะนั้นแล้ว

- ไม่เปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่น เพราะเราไม่มีทางรู้ทุกเรื่องราวของคนทุกคนได้หมด
- ลองเริ่ม "ใจดี" "เห็นใจ" "ให้เวลา" กับตัวเราเองบ้าง
- โฟกัสกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้าของเรา ไม่ใช่ของคนอื่น

แล้วต้องอย่าลืมว่า ในเมื่อเราเลือกที่จะไม่เปรียบเทียบกับคนอื่นแล้ว
ในวันที่เราสำเร็จ เราก็ต้องห้ามไปถากถางคนอื่น และจงระวังคำพูดของตัวเองเอาไว้ด้วยเช่นกัน

เพราะทุกคนมีเวลาเบ่งบานเป็นของตัวเอง 😉😊

#Oubaitori
#เปรียบตัวเราเหมือนดอกไม้

แหล่งอ้างอิงเพิ่มเติม
https://reerth.com/blogs/whats-new/oubaitori
https://medium.com/.../oubaitori-lessons-from-flowers...
https://www.blockdit.com/posts/6386dd1e0d14b7a5a8e00000
https://www.facebook.com/KUNGKOBSUNG/posts/1084786115265835/?locale=th_TH

[ Wabi-Sabi (侘寂) จงโอบกอดความไม่สมบูรณ์แบบ 🤗💔 ]

[ Wabi-Sabi (侘寂) จงโอบกอดความไม่สมบูรณ์แบบ 🤗💔 ]

“Wabi (侘)" หมายถึงความไม่สมบูรณ์แบบ
“Sabi (寂)" หมายถึงความไม่ยั่งยืนของสรรพสิ่งในโลก

Wabi-Sabi (วะบิ-ซะบิ) อาจเรียกได้ว่ามีรากฐานมาจากความเข้าใจในธรรมชาติของพุทธศาสนาแบบนิกายเซ็น 🪷

มันคือความงามและคุณค่าของความไม่จีรัง มีเกิดมีดับไป มีความไม่สมบูรณ์แบบ ทุกอย่างมีรอยร้าวที่สวยงาม

ไม่มีสิ่งใดในโลกที่สมบูรณ์แบบ 100%
ความไม่สมบูรณ์แบบในตัวมนุษย์ คือ สิ่งที่สวยงามที่สุด

ปล่อยวางความสมบูรณ์แบบในอุดมคติลงไป
จงพอใจในสิ่งที่เราเป็น มีความสุขกับความเรียบง่ายที่ไม่สมบูรณ์ 🥰👍👍

คนญี่ปุ่นไม่ได้ชอบความผิดพลาดล้มเหลว ไม่มีใครชอบหรอกนะ…
แต่พวกเค้าแค่รู้จักยอมรับที่จะล้มเหลว โอบกอดคำตำหนิ ทบทวนความผิดพลาด เรียนรู้จากมัน แล้วทำก้าวต่อไปให้มั่นคง

เพราะความรู้สึกล้มเหลวเนี่ย มันอาจจะติดอยู่ในใจเราไปตลอด
เราแค่ต้องเข้าใจ เปลี่ยนมุมมอง และลองขยับมาใช้ชีวิตให้มีความสุขในทุก ๆ วัน

.

ในหนังสือเค้าก็ชวนให้เรามาลองสังเกตสิ่งของที่อยู่รอบ ๆ ตัวเรา
หรือ สำหรับผู้เขียนก็จะเป็น ถ้วยชาถูกซ่อมแต่ยังมีรอยแตกร้าว, กาน้ำร้อนที่มีรอยไหม้เกรียม, ความงามจากรอยฝีแปลงที่ว่างเปล่า

(ส่วนตัวพวกเราก็หันไปมองโต๊ะที่ขอบขาโต๊ะมันชอบแหลม ยื่นออกมาให้เราเอานิ้วก้อยเดินไปเตะ เสมอ ๆ 🤣 คิดซะว่า เออ มันคงเป็นความเจ็บที่สวยงาม.. 🥲)

คือ สรรพสิ่งทุกอย่าง ไม่มีอะไร Perfect ไปหมด
บางสิ่งก็ดูออกจะธรรมดามากไปเสียด้วยซ้ำ
แต่ก็มีความงามเป็นของตัวมันเอง (หากเรามองเห็น)

ซึ่งหลักการนี้ก็มักจะถูกพูดถึงไปพร้อม ๆ กับ หลักแนวคิด “อิคิไก” และ “คินสุงิ”
ที่พวกเราเคยพูดถึงกันไปแล้วเนอะ

.

นอกจากการนำไปใช้ในการพัฒนาตัวเองแล้ว หลักแนวคิดวะบิ-ซะบิ ยังถูกนิยมใช้สำหรับการตกแต่งบ้านหรือร้านอาหาร หรือจะเป็นศิลปะการจัดดอกไม้ ‘อิเคบานะ’ (Ikebana) อีกด้วยนะ

โดยทั้งหมดมีคอนเซ็ปต์ที่เป็นหัวใจสำคัญ คือ “เรียบง่ายแต่สวยงาม”

#Wabisabi

แหล่งอ้างอิงเพิ่มเติม
- หนังสือ Wabi Sabi วะบิ ซะบิ : แด่ความไม่สมบูรณ์แบบของชีวิต เขียนโดย Beth Kempton (ฉบับแปลไทย)
-https://themomentum.co/wabi-sabi-book-review/
https://kiji.life/wabisabi/
https://adaybulletin.com/life-review-book-wabi-sabi.../56058
https://www.mangozero.com/the-understanding-of-wabisabi.../
https://themomentum.co/wabi-sabi/

ชวนอ่านเพิ่มเติม -  สรุปแนวคิด "Mini Habits" เริ่มต้นด้วยก้าวเล็ก สู่ก้าวแห่งการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ 🤩
[ KAIZEN เปลี่ยนแปลงทีละน้อย แต่ต่อเนื่องและยาวนาน ]

[ KAIZEN เปลี่ยนแปลงทีละน้อย แต่ต่อเนื่องและยาวนาน ]

改善 : Kaizen
“ไค” (改) ที่แปลว่า “เปลี่ยน”
“เซน” (善) ที่แปลว่า “ดี”
ไคเซน จึงหมายความว่า ปรับเปลี่ยนไปในทางที่ดี 🆙

เชื่อว่าเพื่อน ๆ ที่ทำงานอยู่ในบริษัทต่างชาติหรือบริษัทที่ดำเนินการโดยชาวญี่ปุ่น น่าจะต้องคุ้นเคยกับหลักแนวคิด Kaizen ที่ถูกนำมาใช้พัฒนาองค์กรกันเป็นอย่างดี

หัวใจของแนวคิดนี้ง่าย ๆ เลย
ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงทีละเล็กทีละน้อย แต่ทำอย่างต่อเนื่อง
ขอแค่เราพัฒนาได้ดีขึ้นกว่าเมื่อวาน จะเท่าไรก็ได้ ถือว่าประสบความสำเร็จแล้ว

พูดเหมือนง่าย.. แต่ลงมือทำเนี่ย มันก็ไม่ง่ายเท่าไรนะ (แต่ก็ไม่ยากเกินไปนะ)

มาเล่าเรื่องราวที่มาของหลักแนวคิด Kaizen กันก่อนสักนิดนึง
แนวคิดนี้ ไม่ได้กำเนิดจากชาวญี่ปุ่นมาตั้งแต่สมัยโบราณ (เหมือนกับ Wabi Sabi, Gaman, Ikigai)

เพียงแต่ชาวญี่ปุ่นค่อย ๆ เรียนรู้หลักการนี้มาจากชาวอเมริกัน

🤓 คือในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เนี่ย ญี่ปุ่นเป็นผู้แพ้สงคราม จึงทำมีมาตรการฟื้นฟูเศรษฐกิจ

แต่การฟื้นฟู ก็ไม่ง่ายเท่าไรนัก… เพราะชาวญี่ปุ่นทั้งบาดเจ็บจากสงคราม สภาพจิตใจก็ย่ำแย่ แถมยังมาเจอพิษเศรษฐกิจ
การฟื้นฟูจึงต้องค่อยเป็นค่อยไป ๆ

ชาวญี่ปุ่นจึงได้ทำหลักการ “PDCA Cycle” ของนักสถิติชาวอเมริกันอย่างคุณ Walter Shewhart (ที่บ้างก็ว่ากันว่า รัฐบาลอเมริกาได้ให้ความช่วยเหลือชาวญี่ปุ่น ผ่านแง่คิดอันนี้ 🇺🇸)

Plan - กำหนดเป้าหมาย
Do - ลงมือทำ !
Check - ตรวจสอบความคืบหน้า
Act - วิเคราะห์ผลลัพธ์ พร้อมปรับปรุง

จนในเวลาต่อมา ชาวญี่ปุ่นก็ได้พัฒนาหลักคิดแบบ Kaizen เพื่อฟื้นฟูประเทศขึ้นมานี่ละคร้าบ (แล้วบริษัทหรือโรงงานยักษ์ใหญ่หลาย ๆ แห่งในญี่ปุ่นก็ได้นำมาปรับใช้กันต่อมา อย่างเช่น Toyota)

📌 หลักสำคัญของ Kaizen ในแบบฉบับของชาวญี่ปุ่นคือ

- “ลด” ทำในสิ่งที่ไม่จำเป็นสำหรับชีวิต
- “เปลี่ยน” มาทำในเรื่องที่สำคัญกับเป้าหมาย
- “ตั้งเป้าหมาย” เล็ก ๆ ในทุก ๆ วัน
- “ปรับปรุง” เพื่อให้ดีขึ้นอย่างต่อเนื่องทีละเล็กทีละน้อย

ซึ่งเพื่อน ๆ อาจจะคุ้นเคยกับคติที่ว่า “เปลี่ยนแปลงให้ดีขึ้นเพียงแค่ 1% ในทุก ๆ วัน ก็มากเพียงพอ !”
(แต่เราว่าแค่ 0.1% ก็ดีแล้วนะ ! 🙌👍😄)

ปล. จริง ๆ หลักแนวคิดนี้มันไม่ได้มีแค่นี้นะ เพราะในแบบฉบับขององค์กรเนี่ย โอโห…มันแตกย่อยออกมาอีกเยอะเลย เช่น “Gemba walk” “5 Whys” “หลักการ ECRS” “หลักแนวคิด 5ส”

ไว้พวกเราจะมาลงลึกให้อีกครั้งนะคร้าบ

#KAIZEN
#ไคเซน

แหล่งอ้างอิงเพิ่มเติม
- หนังสือ The Little Book of Kaizen เขียนโดย Suzannah Lee
- https://tuxsablog.skilllane.com/level-up/kaizen/
- https://www.unlockmen.com/the-kaizen-way/
-https://www.logisticafe.com/2009/12/kaizen/
-https://www.blockdit.com/posts/62cb9ecbb19877743630c6e7