อยากรู้เรื่องอะไร?

Search

รู้จัก "สโคน (Scone)" ขนมอบคู่ชายามบ่ายยอดนิยม สไตล์อังกฤษ

รู้จัก "สโคน (Scone)" ขนมอบคู่ชายามบ่ายยอดนิยม สไตล์อังกฤษ

ถ้าพูดถึงหนึ่งในความฟินของการทานชุดชายามบ่าย (Afternoon […]

ถ้าพูดถึงหนึ่งในความฟินของการทานชุดชายามบ่าย (Afternoon Tea) ของพวกเรา

ก็คงชวนให้นึกภาพของการจิบชาร้อน ๆ คู่กับขนมอบอย่าง สโคน (Scone) พร้อมปาดครีมและแยมทานเคียงคู่กัน

รู้จัก "สโคน (Scone)" ขนมอบคู่ชายามบ่ายยอดนิยม สไตล์อังกฤษ

ว่าแต่ เจ้าขนมก้อนกลมที่ดูไม่ค่อยจะกลมเรียบสวยงาม แต่มีความอร่อยนี่ คืออะไรนะ ?

แล้วมีวิธีการทานอย่างไรนะ ?

วันนี้ให้พวกเรา InfoStory พาเพื่อน ๆ ไปรู้จักสโคน (Scone) กับภาพอินโฟกราฟิกสุดสบายตา(หรือชวนหิว) กันดีกว่า !

--------------------------

สำหรับเรื่องราวเพิ่มเติม ขอเชิญเพื่อน ๆ อ่านกันเบา ๆ ทางนี้ได้เลยจ้า

เพื่อน ๆ ทราบไหมว่า “สโคน (Scone)” เป็นชื่อเรียกแบบของชาวอังกฤษ สำหรับเจ้าขนมก้อนกลมดูไม่สมมาตรชิ้นนี้

ในขณะที่ชาวอเมริกันจะนิยมเรียกสโคนว่า "Biscuit" แทน หรือ บางที่อาจมีการดัดแปลงให้ขนมสโคนมีลักษณะทรงเป็นคล้ายพายทรงสามเหลี่ยมอาจสอดใส้ด้วยผลไม้แห้ง รสชาติหนักไปทางหวาน ก็จะเรียกว่า “American Scone”

แต่ก็ดูเหมือนว่าผู้คนทั่วโลกจะเรียกเจ้าขนมชิ้นนี้ว่า “สโคน (Scone)” เสียมากกว่า

เรื่องราวนี้ ก็คงต้องอ้างอิงถึงความเชื่อในเรื่องต้นกำเนิดของ สโคนจากหมู่เกาะอังกฤษ

หากพูดถึงชื่อของ “สโคน (Scone)” เราก็คงอดไม่ได้ที่จะนึกถึงประเทศอังกฤษเนอะ

แต่แท้จริงแล้ว ขนมอบชนิดนี้ว่ากันว่าอาจไม่ได้เกิดขึ้นในประเทศอังกฤษ

แต่กำเนิดจากประเทศสกอตแลนด์ ในปี ค.ศ.1513 ตะหากละ...

เรื่องราวได้เริ่มต้นขึ้นเมื่อชาวสกอตแลนด์ได้อบขนมขึ้นมาให้มีรูปร่างหน้าตาเหมือนกับหินที่กษัตริย์ของตน ที่ได้ประทับรับการปราบดาภิเษก ลงบน หินแห่งชะตา (Stone of Destiny) ที่มักเรียกกันในประเทศอังกฤษว่า "หินราชาภิเษก"

เพื่อให้ใกล้มามากขึ้น เพื่อน ๆ บางคนอาจจะคุ้นในชื่อของ "หินแห่งสโคน (Stone of Scone)" ซึ่งว่ากันว่าชื่อของขนมชิ้นนี้ ได้ที่ตั้งชื่อตามกษัตริย์ของชาวสกอตแลนด์ อีกด้วยเช่นกัน

โดยแรกเริ่มเดิมทีขนมชิ้นนี้ ได้ถูกเข้าใจว่ามีลักษณะคล้ายกับขนมบานน็อค (Bannock) ซึ่งเป็นขนมปังที่ทมาจากแป้งข้าวโอ้ตบด แผ่นบางแบนทรงกลม แต่มีเนื้อแน่น

ซึ่งลักษณะของสโคนแบบดั้งเดิมของชาวสกอตแลนด์ก็อาจจะไม่ได้มีหน้าตาที่เหมือนกับเวอร์ชั่นปัจจุบันเท่าไรนัก เพราะเรื่องราวของเจ้าขนมสโคนชิ้นนี้ ได้ถูกพัฒนาต่อมาโดยชาวชาวเวลส์ (Welsh) ให้มีขนาดที่เล็กและกลม ตัดทานง่าย หน้าตาเหมือนกับปัจจุบันที่เราหารับประทานกันได้ทั่วไป

แต่ชื่อเสียงของสโคน ไม่ได้โด่งดังเพราะชาวเวลส์หรอกนะ

ว่ากันว่า สโคนเริ่มนิยมทานพร้อมมื้อชายามบ่าย (Afternoon Tea) ในช่วงศตวรรษที่ 19 ที่เริ่มโดย “แอนนา มาเรีย (Duchess of Bedford)” ได้เริ่มการจิบชายามบ่ายคู่กับขนมหวานและของว่าง เพื่อประทังความหิว แน่นอนว่าหนึ่งในขนมที่เธอเลือกให้มาอยู่ในสำรับ ก็คือ “สโคน (Scone)” นั่นเองจ้า

------------

เพื่อน ๆ ทราบไหมว่า ชื่อเรียกของสโคน หรือ “Scone” ก็ยังมีการถกเถียงในเรื่องของคำอ่านอีกด้วยนะ

เพราะจริง ๆ แล้ว ชื่อคำอ่านของคำว่า Scone อาจไม่ได้อ่านว่าสโคน

แต่อ่านว่า “สคอน” หรือ "สกอน"

เนื่องมาจากความเชื่อที่ว่ากันว่าก็มาจากชื่อดั้งเดิมของชาวสกอตแลนด์ได้เขียนไว้ว่า “Skon” หรือ “Skoan”

ซึ่งหากอ้างอิงถึงการเรียกชื่อ Scone เนี่ย

มีผลสำรวจที่น่าสนใจของบริษัท YouGov พบว่ามากถึง 51% ของชาวอังกฤษในกลุ่มสำรวจ ได้ใช้คำอ่านว่า “สกอน”

(เพิ่มเติม : แต่ก็มีการเถียงว่า เจ้าแบบสำรวจอันนี้ไปสำรวจที่ภูมิลำเนาไหน ? สำรวจกับกลุ่มชนนั้นไหน ? เพราะเรื่องราวของสำเนียงอังกฤษ มันก็จะอาจจะเรียกแตกต่างกันออกไปเนอะ)

แต่ว่านะ เรื่องที่มาของชื่อสโคนเนี่ย เถียงอย่างไร..ก็คงไม่จบไม่สิ้นแน่นอน

เพราะมีอีกความเชื่อ ที่ได้บอกว่า จริง ๆ แล้ว ชื่อของ Scone ต้องอ่านว่า “สคูน” เพราะมาจากคำในภาษาดัตช์ “schoonbrot” ตะหากละ

อย่างไรก็ดีนะ มันไม่ใช่เพียงแค่เรื่องราวของชื่อเรียกของ Scone ที่มีความหลากหลายของต้นกำเนิด

แต่ว่า เรื่องราวของต้นกำเนิดของขนมชนิดนี้เอง ก็ยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่เลยละ

เพราะเอาเข้าจริง ๆ Scone ก็ดันเป็นขนมที่ไม่มีต้นกำเนิดบันทึกไว้อย่างแน่ชัด มีเพียงแต่ความนิยมที่สืบทอดกันมาของชาวอังกฤษ สกอตแลนด์ เวลส์ และ ไอร์แลนด์

แต่ปัจจุบันเขาก็ไม่ได้มีการเถียงอะไรจริงจังแล้ว เพราะมันก็เป็นของกินที่ทั่วไปมากเลย จนไม่มีใครอยากไปนั่งคิดให้ปวดหัว

เพียงแต่หากมีใครกล่าวอ้างถึงที่มาจากไหนก็ตาม ก็คงจะมีการขัดแย้งทางเรื่องต้นกำเนิดให้เห็นกันโดยทั่วไป

ถ้าหยั่งงั้น...พวกเราขออนุญาตจบเรื่องราววุ่น ๆ ของสคอน.. เอ้ยไม่ใช่สิ สคูน !

หรือว่า..สโคน ที่พวกเราคุ้นหูกันไว้ที่ตรงนี้ก่อน 🙂

(ส่วนตัวพวกเราคิดว่าเรียกแบบไหนก็ได้นะ)

#Scone

#InfoStory

แหล่งอ้างอิงเพิ่มเติม

https://www.gourmetandcuisine.com/stories/detail/532

https://www.thenibble.com/.../breadstuffs/scone-history.asp

http://www.foodreference.com/html/a-scone-history.html

https://www.foodmag.com.au/origins-of-the-scone/