[FutureSkill x InfoStory]
หลายครั้งที่เราอยากจะพัฒนาตัวเอง ด้วยการอ่านหนังสือ หรือ หาคอร์สเรียนออนไลน์ เพื่อเพิ่มความรู้ และ สกิลต่าง ๆ
แต่ก็ไม่ได้ทำซะที… เพราะมีเพียงแค่ความคิดว่า “เดี๋ยวจะ เดี๋ยวค่อย” หรือ “เดี๋ยวพรุ่งนี้ละกันนะ ค่อยเริ่ม”...

แล้วเราเคยถามตัวเองไหมว่า เป็นเพราะอะไรกันแน่นะ ?
นั่นอาจเป็นเพราะ เราทำงานที่บ้านทั้งวัน จนแบ่งเวลาไม่ได้ ว่าเวลาไหนเราควรพัก เวลาไหนทำงาน หรือ เวลาไหนควรจะนำมาพัฒนาตัวเอง
หรือ เพราะเรายังไม่ทราบ ว่าเราอยากจะพัฒนาตัวเองในเรื่องอะไร และ ด้านใด
หรือ เป็นเพราะ เราไม่มั่นใจว่าเราจะนำเงินไปลงทุนพัฒนาตัวเอง กับคอร์สเรียนออนไลน์ที่ไหนดี ?
อะ ไม่เป็นไร !
พอดีว่าวันนี้ พวกเรา InfoStory ได้รับโอกาสพิเศษ สำหรับในโพสนี้ จากสปอนเซอร์ผู้ใจดีอย่าง “Future Skill” แพลตฟอร์มการเรียนออนไลน์สำหรับทักษะแห่งอนาคต ที่จะมาช่วยทำให้เรื่องราวของการพัฒนาตัวเอง และ เพิ่มพูนความรู้ของเพื่อน ๆ เป็นเรื่องง่าย !
ขอแอบบอกว่า ในภาพสุดท้ายของบทความนี้
พวกเราก็มีส่วนลด สุด Exclusive !! มาฝากเพื่อน ๆ แฟนคลับเพจ InfoStory กันด้วยนะ
เพราะสำหรับพวกเราแล้ว
ไม่มีการลงทุนอะไร ที่จะคุ้มค่าไปกว่า การลงทุนในความรู้และพัฒนาทักษะของตัวเอง ที่มาจากการอ่าน และ การเรียนรู้จากมีผู้มีประสบการณ์
ในภาพต่อ ๆ ไป
พวกเราก็ขอแชร์มุมมองแบบเกริ่นนำ สำหรับสาระน่ารู้เกี่ยวกับการพัฒนาตัวเองในมุมต่าง ๆ ที่สามารถเริ่มต้นเรียนได้ที่ “FutureSkill”
#FutureSkill
#InfoStory
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม : http://page.futureskill.co/fsxinst

พัฒนามุมมองความคิด และ วิธีการแก้ปัญหา ให้เป็นระเบียบ ด้วยวิธี "Design Thinking"
การเริ่มต้นในการพัฒนาตัวเอง บางทีอาจเริ่มได้ด้วยการจัดเรียงความคิดให้เป็นระบบระเบียบ
เพื่อให้เราสามารถจัดการกับปัญหาได้ และยังเป็นจุดเริ่มต้นในการสร้างจุดเด่นให้กับตัวเราเอง
ซึ่งหนึ่งในหลักแนวคิดที่ดี ก็คือ พัฒนาแนวคิดแบบ “Design Thinking”
Design Thinking หรือการคิดเชิงออกแบบ ถูกนำมาใช้เพื่อวิเคราะห์และทำความเข้าใจต้นตอของปัญหา และ วิธีการแก้ไขปัญหาให้ถูกจุดตอบโจทย์
แล้ว วิเคราะห์ที่ว่านี้ มันมีหลักแนวคิดอย่างไรละ ?
1. Empatize ต้องเข้าใจก่อนว่าปัญหาคืออะไร ?
2. Define กำหนดประเด็นปัญหาให้ชัดเจน
3. Ideate การหาไอเดีย ด้วยการระดมความคิด
4. Prototype ได้ไอเดียมาแล้ว ก็ต้องลองสร้างต้นแบบ
5. Test ทดสอบดูว่า ไอเดียและต้นแบบ มีผลลัพธ์ออกมาเป็นอย่างไร
ซึ่งแนวคิดที่เป็นระบบแบบนี้เนี่ย ก็ยังเป็นที่นิยมใช้กันในบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่อย่าง Apple, AirBnb, Google, Uber อีกด้วยนะ
แล้ว Design Thinking มีประโยชน์อย่างไรบ้าง ?
- พัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อสร้าง Impact ให้ตรงใจลูกค้า
- ทำให้เราคิดได้อย่างเป็นระบบ จัดระเบียบวิธีการเข้าใจปัญหา
- ทำให้เราไม่เกิดอาการลุกลน เวลาเจอปัญหาแบบฉับพลัน"
เราก็พอจะเห็นคร่าว ๆ ได้ว่า “Design Thinking” ก็เป็นอีกหนึ่งกระบวนการทางความคิด ที่ช่วยในการบ่มเพาะ ทัศนคติ ความคิดเชิงนวัตกรรม (Innovation Mindset)
รวมไปถึงการพัฒนาเชิงรุก (Proactive) ในการทำงานและพัฒนานวัตกรรมในองค์กรได้
ซึ่งทักษะเหล่านี้ เป็นทักษะที่หลาย ๆ องค์กรที่กำลังเติบโต กำลังต้องการสูง
สำหรับการพัฒนาทักษะความคิดในหัวข้อนี้
เพื่อน ๆ สามารถเลือกเรียนคอร์สออนไลน์ที่ FutureSkill ได้
เขามีให้เลือกเยอะเลย อย่างเช่น
"ออกแบบธุรกิจให้ประสบความสำเร็จด้วย Design Thinking"
https://futureskill.co/.../-desi.../5ecb8725c372280010903931
หลังจากเรียนคอร์ส Design Thinking จนเสร็จแล้ว
พวกเราก็อยากแนะนำ อีก 2 คอร์ส ที่เพื่อน ๆ สามารถต่อยอดให้ลึกลงมาในทางปฎิบัติได้ อย่างเช่น
- คอร์ส “Data visualization เล่าข้อมูลให้ง่ายด้วย Google Data Studio”
https://futureskill.co/.../data.../5f0c3ffba48023001089604b
- คอร์ส “ปั้นธุรกิจให้โตแบบก้าวกระโดด ตรงเป้าหมาย ด้วยกลยุทธ์ Growth Hacking” https://futureskill.co/.../-grow.../60ab741012036e00187c835d

ทำงานที่บ้านแล้ว บริหารทีมงานลำบากจัง งั้นลองพัฒนา Mindset การทำงาน ด้วยการเรียนรู้ แนวคิดแบบ "Agile" ดูไหม ?
“Agile" เป็นคำที่ย่อมาจากคำว่า "Agility" ที่แปลว่าความคล่องแคล่ว ว่องไว ซึ่งเป็นแนวคิดของการทำงาน โดย การรับรู้ปัญหาให้เร็ว แล้วนำมาแก้ไขและพัฒนา ที่ละเล็กน้อย แต่มีประสิทธิภาพสูง
แต่ว่า….ก่อนที่เราจะมารู้จักกับคอนเซปต์ของ “Agile”
เรามาดูกันก่อนว่า ทำไมเราถึงต้องพัฒนามุมมองและความคิด ให้เป็น “Agile” กันมากขึ้น ?
ต้องกล่าวไปถึงในตอนที่พวกเราอาจจะเคยรู้สึกกัน หรือ ชอบบ่นกันว่า
เรามีผู้นำองค์กรไม่ดี หัวหน้างานไม่ดี หรือ แม้กระทั่งผู้ร่วมงานที่ไม่ค่อยลงรอยกัน
รูัไหมว่า หนึ่งในประเด็นที่เป็นปัญหาสำคัญ ก็คือ เรื่องราวของ Mindset ในการทำงาน
ซึ่งหากเรา หรือ คนรอบตัวของเรา มี Mindset ที่เป็นแบบโลกเก่า ที่เพื่อน ๆ อาจจะรู้จักกันในชื่อของ
“Waterfall Mindset”
“Waterfall Mindset” คือ ลักษณะของการทำงานที่เน้นการตัดสินใจที่รวดเร็ว มีการบริหารแบบ Top-to-Down
อำนาจกระจุกตัวอยู่ที่ผู้นำทีม จึงทำให้มีความยืดหยุ่นต่ำ แก้ไขปัญหาได้ทีละอย่าง
เวลาเกิดปัญหาขึ้นมาทีนึงก็จะลงไปกองอยู่กับคอนเซปต์ที่ว่า “ตัวใครตัวมัน”
ซึ่งเจ้า แนวคิด “Agile” นี้ละ ! ที่จะเข้ามาพัฒนากรอบความคิดเราให้เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น
สำหรับหลักแนวคิดแบบ “Agile” กล่าวคือ เป็นแนวคิดที่ผู้นำกระจายอำนาจและงาน สู่เพื่อนร่วมทีม นั่นจึงทำให้เกิด การตัดสินใจที่ว่องไว มีความยืดหยุ่นสูง แก้ไขปัญหาได้หลากหลายอย่างในเวลาเดียว ที่สำคัญที่สุดคือ การเน้นการทำงานเป็นทีม มากกว่าการทำงานแบบตัวใครตัวมัน
แล้วเราจะนำวิธีคิด Agile มาปรับใช้ยังไงดี
ให้ลองแบ่งแยกงาน ด้วยการกำหนดบทบาทหน้าที่ หรือ อาจจะกำหนดเป็นผู้นำทีมทั้ง 4 แบบ
บทบาทที่ 1 Product Owner เจ้าของโปรเจค
บทบาทที่ 2 Scrum Master ผู้จัดระเบียบและจ่ายงาน
บทบาทที่ 3 Team Member ผู้ที่รับผิดชอบหน้าที่ต่าง ๆ
บทบาทที่ 4 User กำหนดผู้ใช้งาน ที่สามารถช่วยให้ฟีดแบคต่าง ๆ
รู้ไหมว่าคอนเซปต์ Agile นี่เอง ก็ยังถือว่าเป็นหนึ่งในการพัฒนากรอบความคิดแบบเติบโต Growth Mindset อีกด้วยนะ
ขอรีวิวในเรื่องของ Agile กับการใช้งานในชีวิตจริงว่า ในฐานะที่เคยมีประสบการณ์ในการทำงานบริษัทเทคโนโลยีสัญชาติสหรัฐอเมริกาแห่งหนึ่ง
แนวคิดการทำงานแบบ Agile เนี่ย เป็นที่นิยมปรับใช้กันมาก ๆ เลย
ไม่ว่าเราจะเป็นหัวหน้าทีม หรือว่า ลูกทีม
ทุกคนล้วนต้องเข้าใจรูปแบบของแนวคิด Agile กันทั้งหมด
เพราะจะทำให้เกิดประสิทธิภาพ ความยืดหยุ่น ความรวดเร็ว
และ ที่สำคัญที่สุดคือ ลดปัญหาคอขวด (Bottleneck Problem) ในที่ทำงาน
สุดท้ายนี้ ถึงแม้ว่า ตัวเราอาจจะไม่ใช่ผู้นำที่กำหนดทิศทางของทีม
อย่างน้อยที่สุด การที่เราพัฒนา Mindset การทำงานของเราให้ดีขึ้น ก็เป็นการลงทุนให้กับตัวเราในอนาคต
เพราะพวกเราเชื่อว่า เพื่อน ๆ ทุกท่านที่กำลังอ่านบทความนี้
ในอนาคตก็คงจะมีโอกาสได้เป็นเจ้าของธุรกิจของตัวเอง หรือ อนาคตหัวหน้าทีมงาน อย่างแน่นอน
ในส่วนของเรื่องการพัฒนาตัวเองแบบ Agile
เราขอแนะนำให้เพื่อน ๆ ลองเรียนรู้เพิ่มเติมผ่านคอร์สเรียนแพลตฟอร์มของ FutureSkill
“เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ด้วย agile process”
https://futureskill.co/.../agile.../5e4a45d774df810010f7f744

อยู่บ้านแล้ว ชอบคิดฟุ้งซ่าน รู้สึกไม่สร้างสรรค์ ไม่มีไอเดียใหม่ ๆ ทำยังไงดี ?
ก่อนอื่น เราต้องเข้าใจก่อนว่า “ความคิดฟุ้งซ่าน ไม่ได้แย่เสมอไป”
ในปี 2009 เคยมีนักประสาทวิทยาให้ข้อมูลว่า สมองของเราจะทำงานได้ดีที่สุดก็ต่อเมื่อเราไม่ได้กำลังพยายามคิดอย่างสร้างสรรค์ และด้วยเหตุผลนั้นเองที่ทำให้สมองผุดไอเดียสร้างสรรค์ออกมาได้มากที่สุด
แต่สิ่งที่สำคัญก็คือ เราต้องจัดระเบียบความคิดฟุ้งซ่าน ให้ดีด้วย
ซึ่งตัวช่วยที่ดี คือ “หลักแนวคิดแบบความคิดเชื่อมโยง”
เพื่อทำให้เรามองเห็นหลายสิ่งหลายอย่าง เป็นภาพที่ใหญ่ขึ้น
บางทีแล้ว เราอาจพบว่าไอเดียที่สร้างสรรค์ อาจจะเกิดมาจากการเชื่อมโยงเหล่านี้ ก็ได้นะ !
แต่ต้องระวังเส้นบาง ๆ ระหว่าง การคิดฟุ้งซ่านแบบสร้างสรรค์ กับ การคิดฟุ้งซ่านแบบจินตนาการเรื่อยเปื่อย จนเกินความเป็นจริง
หากเรามีการจัดการการคิดฟุ้งซ่านแบบสร้างสรรค์ ได้อย่างดี อีกหนึ่งประโยชน์สำคัญที่เราจะได้รับก็คือ
การที่เราได้คิดสิ่งใหม่ ๆ และนำมาลงมือทำ เป็นการถีบตัวเองให้ออกจาก “Comfort Zone”
“Comfort Zone” คือ กับดักแห่งพื้นที่ปลอดภัย” ซึ่งเป็นสภาวะชีวิตอยู่ในช่วงที่ทุกอย่างดูลงตัวไปเสียหมด ไปว่าจะเป็นเรื่องงาน เรื่องชีวิต หรือ เรื่องสังคม ที่ทุกอย่างดูดีไปหมด
สิ่งนี้ จะทำให้เราใช้ชีวิตได้อย่างสบายๆ ไม่มีเรื่องให้ปวดหัวหรือเครียดอะไรมากนัก
จนกระทั่งกลายเป็น กับดักแห่งพื้นที่ปลอดภัยส่วนตัว นั่นเอง
และ การที่เราติดอยู่ในสภาวะ Comfort Zone ที่นานเกินไป
ก็จะทำให้เราไม่เกิดการพัฒนา หรือ อาจจะขี้เกียจพัฒนาและรับรู้สิ่งใหม่ ๆ ไปเลยก็ได้นะ
เพราะฉะนั้น กลับมาที่เรื่องของความคิดฟุ้งซ่าน ที่เป็นบ่อกำเนิดแห่งไอเดียใหม่ ๆ
หากเรามีการจัดการความคิดที่ฟุ้งซ่าน ให้ออกมาสร้างสรรค์ จนสามารถนำไปลงมือเขียนแผนปฎิบัติได้จริง ๆ
นี้ก็อาจจะเป็นก้าวเล็ก ๆ ก้าวหนึ่งในการพัฒนาตัวเองก็เป็นได้
(อย่างจุดเริ่มต้นที่พวกเราที่มาทำเพจ เพราะเกิดจากความคิดฟุ้งซ่านเหมือนกัน แต่ถ้าคิดฟุ้งซ่านอย่างเดียว มันก็คงจะจบอยู่แค่ที่การคิดเท่านั้นนะ)
วิธีการที่จะทำให้เรา นำความคิดที่ฟุ้งซ่าน ออกมาเป็นรูปธรรมที่มากขึ้น ก็คือ
การค้นหาคำตอบ หรือ วิธีใหม่ ๆ จากการค้นหา การอ่าน และ เรียนรู้จากผู้มีประสบการณ์
ที่จะทำให้เราไม่เสียทั้งเวลา และ ทั้งกำลังทรัพย์
เพื่อน ๆ รู้ไหมว่า วิธีการเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ที่เกิดมาจากความฟุ้งซ่านของตัวเอง
ก็เป็นหนึ่งสิ่ง ที่จุดประกายให้ Steve Job ก่อตั้งอาณาจักร Apple หรือ Bill Gates ก่อตั้งอาณาจักร Microsoft
ซึ่งพวกเขาเองก็ยังต้องใช้เวลาเกือบ 50% ของแต่ละวัน ในการอ่านหนังสือ และ เรียนรู้ เหมือนกันนะ
ในเรื่องของรายละเอียดแบบลงลึกเพิ่มเติมของ “หลักแนวคิดแบบความคิดเชื่อมโยง”
รวมไปถึง แนวคิดที่จะทำให้เราหลุดออกจาก “Comfort Zone”
ทุกหัวข้อมีให้เพื่อน ๆ เรียนรู้กันได้ ในคอร์สนี้เลยจ้า
- “การทำงานจะง่ายขึ้นถ้ามี Creative และความคิดเชื่อมโยง” (How to think Outside the Box)
https://futureskill.co/.../purchase/5d5fdd026c24f61a4108c9b2
พอเราเริ่มรู้จักการเชื่อมโยงข้อมูล และ จัดระเบียบความคิดได้แล้ว
เราไปต่อยอดความคิด กับคอนเทนต์ที่เกี่ยวกับการทำการตลาดในยุคใหม่ และ ยุคหลังวิกฤติโควิด กันได้ที่คอร์สนี้เลย
- “ทำการตลาดยุค New Normal ด้วยสุดยอดเทคนิค Creative Marketing”
https://futureskill.co/.../creat.../5ef32d6eeaeb440017143a94

“สมัครเรียนที่ FutureSkill กับพวกเรา รับสิทธิพิเศษทันที 50% (มีจำนวนจำกัด)”
มาถึงหน้าที่สุดท้าย กับการลงทุนในความรู้ที่ไม่มีขีดจำกัด (แต่มีจำนวนส่วนลดพิเศษที่จำกัดนะ !)
“FutureSkill ร่วมกับ InfoStory ความรู้ง่ายๆที่ปลายนิ้ว”
มอบส่วนลดพิเศษ 50% สำหรับแฟนเพจ Info Story ความรู้ง่ายๆที่ปลายนิ้ว เท่านั้น
จากราคา 7908 บาท เหลือเพียง 3954 บาท
เรียนได้ไม่จำกัดทุกคอร์สเรียน รวมคอร์สเรียนมากกว่า 80+ คอร์ส
เรียนได้ไม่อั้น 1 ปีเต็ม เรียนจบได้รับใบรับรอง Certificate
คอร์สเรียนอัพเดทใหม่ทุกเดือน
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม : http://page.futureskill.co/fsxinst
โค้ดลด 50% : FSXINST50
วิธีการชำระเงิน
1. ลงทะเบียนกับทางระบบ Future skill
2. เลือกแพ็คเกจที่ต้องการสมัคร ( 1 ปี )
3. เลือกวิธีการชำระเงิน
- ชำระผ่านบัตรเครดิต
- ผ่อน 0% 4 เดือน
- ชำระผ่านทางธนาคาร iBanking (สแกน Qrcode)
สุดท้ายนี้ หากให้พวกเรารีวิว การใช้งานแพลตฟอร์มการเรียนรู้ออนไลน์ “FutureSkill” แบบสั้น ๆ ก็คือ
FutureSkill เขาจะแบ่งคอร์สการเรียนรู้ ออกเป็น 3 หมวดหลัก ๆ ด้วยกัน
1. Business - สกิลพื้นฐานของการเริ่มต้นทำธุรกิจ หลักแนวคิดการบริหารต่าง ๆ รวมไปถึง การสอนการใช้งานโปรแกรมพื้นฐานที่จำเป็นต่อการทำธุรกิจ เช่น Microsoft Office หรือว่า จะลงลึกไปจนถึงเรื่องราวของการวิเคราะห์ Data เลย ก็ยังมี
อีกส่วนหนึ่งที่พวกเราชอบ ก็คือ การพัฒนาทักษะในเรื่องของการ Present การทำ Powerpoint Slide และ วิธีการขายของออนไลน์ ขายยังไงให้ปัง
2. Creative - ตรงตามชื่อเลย หมวดนี้จะเป็นคอร์สเรียนที่เกี่ยวข้องกับ
- งานกราฟิก (เช่น สอนการใช้ Photoshop, Illutrator)
- แนวทางการทำคอนเทนต์ เช่น การสร้างเว็บไซต์ด้วย Wordpress
- การจัดทำวิดีโอ แอนิเมชันต่าง ๆ อย่างเช่น Adobe After Effect
รวมไปจนถึงเทคนิคการถ่ายภาพ อีกด้วยนะ
3. Technology - ส่วนนี้เน้นไปที่พื้นฐานของ
- การเขียนโปรแกรมและภาษาคอมพิวเตอร์ต่าง ๆ เช่น การเขียน Web ด้วยภาษา Python,
- พื้นฐานการเขียนแอปพลิเคชันสำหรับมือถือ อย่าง iOS, Andriod และ การสร้าง Game Application
- รวมไปถึงการเข้าใจพื้นฐานในเรื่องของเทคโนโลยีต่าง ๆ เช่น Chatbot,
ถ้าเพื่อน ๆ คนไหน สนใจอยากเรียนรู้วิธีการทำ Infographic สวย ๆ เนี่ย
ที่ FutureSkill เขาก็มีคอร์สสอนด้วยนะ !
และสำหรับเพื่อน ๆ ที่อยากเรียนรู้เทคนิคการทำคอนเทนต์และอินโฟกราฟิก
พวกเราขอแนะนำตัวอย่างคอร์สที่น่าสนใจสำหรับการคิด Content และออกแบบ Infographic
- “ออกแบบ Infographic และ Poster สำหรับขายสินค้าออนไลน์ง่ายๆด้วยตัวเอง”
https://futureskill.co/.../purchase/609b863f437e5d00119320e2
- “ปูเส้นทางสู่การเป็น Graphic designer ด้วย Adobe Illustrator”
https://futureskill.co/.../adobe.../5db2aca28ef4da000ecc4b5b
- “เทคนิคง่ายๆ ในการเขียน Copywriting และการทำ Content ให้ชนะใจคนเสพย์”
https://futureskill.co/.../purchase/5d5fdd016c24f61a4108c829
- “ทำกราฟิกแบบมืออาชีพได้แม้ไม่มีพื้นฐานกับ Canva”
https://futureskill.co/.../-canva/5d5fdd026c24f61a4108c952
ต้องบอกว่า พวกเราเองก็ยังเรียนไม่ครบเลย
เพราะว่าคอร์สเยอะมาก แล้วก็มีการเพิ่มเติมคอร์สใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่อง
อย่าปล่อยให้เวลาที่อยู่บ้าน สุดสบาย เป็นจุดที่ทำให้เราหยุดการพัฒนาตัวเอง
มาเติบโตกันต่อไปด้วยการลงทุนในความรู้ไปกับ FutureSkill
เพื่อน ๆ ท่านไหนเคยเรียนคอร์สไหนจบแล้ว สามารถมาแชร์รีวิวให้กับพวกเราฟังได้นะ หากน่าสนใจ เดี๋ยวพวกเราตามไปลงเรียนด้วยคน 🙂
ขอบคุณผู้สนับสนุนความรู้สุดใจดีอย่าง FutureSkill แพลตฟอร์มการเรียนออนไลน์สำหรับทักษะแห่งอนาคต มาในที่ตรงนี้
#FutureSkill
#InfoStory



