อยากรู้เรื่องอะไร?

Search

มารู้จัก เมนูขนมหวานสัญชาติฝรั่งเศส ที่น่าลิ้มลอง

มารู้จัก เมนูขนมหวานสัญชาติฝรั่งเศส ที่น่าลิ้มลอง

เมื่อวานก็เป็นวันที่การแข่งขันกีฬาโอลิมปิก 2020 ที่โตเก […]

เมื่อวานก็เป็นวันที่การแข่งขันกีฬาโอลิมปิก 2020 ที่โตเกียว เพิ่งปิดฉากไปอย่างสมบูรณ์

พร้อมส่งไม้ต่อให้กับเจ้าภาพคนถัดไปอย่าง “ฝรั่งเศส” ในปี 2024

เกริ่นมาแบบนี้ เพื่อน ๆ อาจนึกว่าพวกเราจะพามารู้จักกับสถานที่ท่องเที่ยว หรือ สถานที่ที่คาดว่าน่าจะใช้สำหรับแข่งกีฬากันแน่เลย

มารู้จัก เมนูขนมหวานสัญชาติฝรั่งเศส ที่น่าลิ้มลอง

แต่ว่าไม่ใช่จ้า !

วันนี้พวกเรา InfoStory ขอพาเพื่อน ๆ มาพักผ่อนสมองกันกับ “เมนูขนมหวานสัญชาติฝรั่งเศส ที่น่าลิ้มลอง” กันแทน

จะมีอะไรบ้าง ? ไปรับชมภาพอินโฟกราฟิกสุดสบายตากันได้เช่นเคย 😊

-----------------------

สำหรับเพื่อน ๆ ที่อยากอ่านเรื่องราวความเป็นมาเพลิน ๆ ในบางเมนูขนมหวานสัญชาติฝรั่งเศส

ก็เชิญทางนี้ได้เลยจ้า !

“Crêpes Suzette” เมนูขนมหวานที่เกิดมาจากความผิดพลาดต่อหน้าเจ้าชายแห่งเวลส์ จากอังกฤษ

เมนูเครปอันนี้ ว่ากันว่าเกิดขึ้นประมาณ ปีค.ศ.1895

ซึ่งเกิดมาจากความไม่ตั้งใจของเชฟอองรี (Henri Charpentier)

ในขณะนั้นเชฟยังคงเป็นแค่เด็กพนักงานเสิร์ฟวัย 14 ปี ที่ร้าน Café de Paris ที่เมืองมอนติคาร์โล (ของราชรัฐโมนาโกโมนาโก)

ซึ่งในเวลานั้นเอง ที่ร้านอาหารก็ได้ต้อนรับแขกสุด VIP ท่านหนึ่ง

นั่นคือ “เจ้าชายแห่งเวลส์” (ซึ่งต่อมาคือพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 7 แห่งสหราชอาณาจักร)

เจ้าชายแห่งเวลส์กำลังใช้เวลาในการท่องเที่ยวพักผ่อนกับหญิงสาวคนรักที่มีนามว่า “ซูเซตต์ (Suzette)”

เด็กหนุ่มอองรี เป็นผู้ที่ต้องทำการเสิร์ฟอาหารในมื้อสุดพิเศษนี้พอดี

ในระหว่างการจัดเตรียมอาหารเพื่อเสิร์ฟนั้น มือเจ้ากรรมดันพลาดไปอุ่นขนมหวานที่มีส่วนผสมของเหล้ารสส้มอยู่ มันจึงเกิดไฟลุกไหม้บนแป้งแพนเค้กสุดบางจานนี้

แต่ว่าด้วยคอนเซปต์ The show must go on ก็คือ เด็กหนุ่มอองรีเลยต้องนำของหวานที่ติดไฟนี้ มาเสิร์ฟให้กับเจ้าชายแห่งเวลส์

ผลปรากฎว่าเจ้าชายนั้น พอพระทัยเป็นอย่างมาก

ถึงกับถามหาที่มาของเมนูนี้ อีกครั้ง

ซึ่งเด็กหนุ่มอองรี ก็คือหัวไวมาก ตอบว่า เมนูนี้ผมทำขึ้นมาพิเศษสำหรับถวายเจ้าชาย มีชื่อว่า “เครป โอ แพรงซ์ (Crepe au Prince) หรือ “เครปของเจ้าชาย”

แต่เจ้าชายกลับต้องการเอาใจหญิงสาวที่มาทานมื้อค่ำด้วยกัน

จึงได้ขอเปลี่ยนชื่อเรียกตามชื่อของเธอ นั่นคือ “เครปซูเซตต์ (Crêpes Suzette)” นั่นเองจ้า

จากเรื่องราวนี้ ก็ได้กำเนิด เมนู Crêpes Suzette (เครปซูเซตต์) ที่

โดยจะนิยมใช้เหล้า Grand Marnier ซึ่งเป็นเหล้าหวานมีส่วนผสมหลักคือ เหล้าบรั่นดี ผิวส้มคูราโซ่ นํ้าผึ้ง

เพื่อที่จะได้ทำการเสิร์ฟโดยจุดไฟเผาก่อนที่รับประทาน ซึ่งเป็นไฮไลท์ของเมนูนี้เลย

(แอบไปอ่านมาว่า สำหรับคนที่ไม่ต้องการทานแบบที่มีส่วนผสมของเหล้า ก็สามารถใช้ส้มผสมกับน้ำตาลหรือน้ำส้มแทนก็ได้เช่นกัน เพียงแต่หนึ่งในเสน่ห์ของเมนูนี้คือการจุดไฟ)

--

ตอนแรกที่เราเห็นชื่อเชฟอองรีคนนี้ (Henri Charpentier) ก็ทำให้เราคุ้นชื่ออยู่เบา ๆ

นึกพร้อมค้นหาไปเบา ๆ ก็พบว่า อ้ออ ! เออมันเป็นชื่อเดียวกันกับร้านขนมฝรั่งเศสที่กำเนิดในประเทศญี่ปุ่น (แต่ไม่แน่ใจว่า จะมีเพื่อน ๆ ท่านไหนรู้จักกันบ้างไหมนะ แห่ะ ๆ )

ขอเสริมอีกนิดสำหรับเรื่องนี้ คือ พอพูดถึงเรื่องเครปแล้ว

เพื่อน ๆ ทราบไหมว่า ที่ประเทศฝรั่งเศสเอง ก็มี “วันแห่งการทานเครป” ด้วยนะ !

แต่จริง ๆ จะเรียกว่าวันแห่งการทานเครปไหม..?

ก็คงไม่เชิงเสียทีเดียว

โดยวันที่ 2 กุมภาพันธ์ เรียกว่า Le Chandeleur หรือ Candlemas

ซึ่งวันนี้มันเป็นวันสำคัญวันหนึ่งทางศาสนา ของชาวคริสต์(คาทอลิก) ในฝรั่งเศส เพื่อรำลึกถึงพระแม่มารีและพระบุตร (พระเยซู) และเป็นการส่งต่อความโชคดีให้กับเพื่อนบ้าน โดยชาวฝรั่งเศสจะทำการเฉลิมฉลอง ด้วยการทานเครป หลากหลายชนิด

เอ้ะ...แล้วทำไมเขาต้องทานเครปกันละ ?

เพราะชาวคาทอลิกฝรั่งเศส เชื่อว่า “เครป” มีรูปทรงกลม ที่สื่อถึงพระอาทิตย์ ที่เป็นต้นกำเนิดแห่งชีวิตและพระเจ้า และเป็นสัญลักษณ์ของความเจริญรุ่งเรือง

โดยจะต้องกระทำภายใน หลังวันคริสต์มาส 40 วัน ซึ่งจะเป็นช่วงเวลาหลังเก็บเกี่ยวระหว่างกลางฤดูหนาว และการแบ่งปันขนมเครปทรงกลมพับนี้ ก็จะเป็นการแบ่งความโชคดีในการเก็บเกี่ยวผลผลิตในฤดูใบไม้ผลินั่นเอง

-----------------------

พอพูดถึงเมนูอาหารที่เกิดจากความไม่ตั้งใจ หรือ ความผิดพลาดแล้ว

ก็อดนึกถึงอีกหนึ่งเมนูไม่ได้ นั่นคือ

“Tarte Tatin” อีกหนึ่งเมนูทาร์ตแอปเปิ้ลสุดอร่อย ที่เกิดมาจากความผิดพลาด

เรื่องราวนี้เกิดขึ้นในช่วงปี 1900 ที่โรงแรมตาแตง (Hotel Tatin) ในเมือง Lamotte-Beuvron

ซึ่งเจ้าของโรงแรมนี้ คือคู่พี่น้อง Stéphanie และ Caroline Tatin

มีอยู่วันหนึ่ง Stéphanie กำลังทำพายแอปเปิลแบบต้นตำรับอยู่

แต่แล้ว เรื่องราวความผลิดพลาดก็เกิดขึ้น เมื่อเธอเผลอเคี่ยวแอปเปิลสำหรับทำพาย ในน้ำตาลและเนยนานจนเกินไป มันก็เลยไหม้จ้า

Stéphanie จึงต้องการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า โดยเธอได้ทำการเอาแป้งพายมาโปะทับเพิ่มเข้าไป แล้วนำไปเข้าเตาอบพอสุกแล้ว ก็นำจับมาคว่ำลงบนถาด กลายเป็นทาร์ตหน้าคว่ำ

ต่อมาลูกค้าที่ได้ทานเมนูนี้ในโรงแรมของพวกเธอ ก็เกิดชอบใจจนบอกต่อ ๆ กัน

นั่นจึงทำให้โรงแรมของเธอมีลูกค้าที่เยอะขึ้นในทันที เพราะพวกเขาเหล่านั้น ต้องการมาทานทาร์ตหน้าคว่ำอย่าง “Tarte Tatin”

(แต่ปัจจุบันไม่เรียกว่าหน้าคว่ำแล้วนะ)

แต่ก็ใช่ว่า ความผิดพลาดจะนำมาซึ่งเมนูใหม่ ๆ เสมอไป…

พวกเรามองว่า กรณีของTarte Tatin หรือ Crêpes Suzette มันเป็นความผิดพลาดในความโชคดีและจากไหวพริบ เสียมากกว่าเนอะ

(อย่าไปลองทำผิดพลาดกันละ แห่ะ ๆ มันอาจไม่ได้สร้างเมนูใหม่นะะ)

-----------------------

ปิดท้ายด้วยเกร็ดความรู้ ที่น่าสนใจ

เพื่อน ๆ ทราบไหมว่า Éclair กับ Profiterole (choux à la crème) มันไม่เหมือนเสียทีเดียวนะ ?

ชวนอ่านเพิ่มเติม -  คู่มือการสั่งพิซซ่า แบบฉบับอิตาเลียน

ต่อเนื่องมาจากภาพอินโฟกราฟิก

Profiterole หรือ “ชูครีม” มาจากคำว่า “ชูซ์-Choux” มีความหมายว่า “กะหล่ำปลี” ส่วน"ครีม-Cream" นั้นแปลตรงตัว

ส่วนทางฝั่งของชาวอังกฤษและชาวอเมริกัน เขาจะเรียกกันว่า ครีมพัฟ (Cream Puff)

ในขณะที่ เอแคลร์ (Éclair) ว่ากันว่ามีต้นกำเนิดมาจาก "Marie-Antoine Carême" พ่อครัวชาวฝรั่งเศสที่มีชื่อเสียงแห่งศตวรรษที่ 19 โดยเขาจงใจให้ลักษณะของเจ้าเอแคลร์ นั่นสอดคล้องกับความหมาย คือมีลักษณะขนาดที่เป็นแท่งยาว

แต่ต้องบอกว่า จุดที่เหมือนกันเพียงอย่างเดียวคือ ทั้งชูครีม (Choux Cream) และ เอแคลร์ (Éclair) ต่างใช้วัตถุดิบหลักคือ แป้งชูซ์ ชนิดเดียวกันนั่นเองจ้า

ถ้าหยั่งงั้น วันนี้พวกเรา InfoStory ก็ขออนุญาตจบเรื่องราวสบายสมองไว้เพียงเท่านี้ 😋

#ขนมฝรั่งเศส

#InfoStory

แหล่งอ้างอิงเพิ่มเติม

- https://www.tasteatlas.com

- หนังสือ “ตำนานอาหารโลก” โดยคุณพลอยแสง เอกญาติ

- https://en.cakemehome.net/learning

- https://www.bangkokbiznews.com/news/detail/936272

- http://www.adrenalinerushdiaries.com/my.../crepes-suzette/

- https://goodlifeupdate.com/healthy-food/recipe/40027.html