วันที่ 24 ธันวาคมของทุกปี จะเป็นวันคริสต์มาสอีฟ (Christmas eve) หรือที่เรียกกันว่า "เย็นแรกของวันคริสต์มาส" ซึ่งก็ตรงกับวันที่พวกเราตั้งใจจะลงโพสสุดเฟสทีฟอันนี้พอดีเลยย
ถึงแม้ว่าความหมายของวันที่ 24 คือ เย็นวันแรกของวันคริสต์มาส แต่เราว่าจริง ๆ แล้วต้องเรียกเดือนนี้ ว่าเป็นเดือนแห่งการฉลองเทศกาลคริสต์มาสไปเลยจะดีกว่า

นั่นเพราะตลอดเดือนนี้ที่ผ่านมา เราก็จะเห็นแสงไฟประดับบนต้นคริสต์มาสตามร้านอาหาร บาร์ ห้างสรรพสินค้าและโรงแรม เห็นพี่พนักงานที่อุตส่าห์สวมชุดซานตาคลอสยืนอยู่ข้าง ๆ พร้อมกับเพลงคริสต์มาสเป็นแบคกราวน์ที่ออกจะชินหูอยู่ทุกที่
แน่นอนว่าอีกหนึ่งสิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันในเทศกาลคริสต์มาส ก็คือ เมนู “อาหารและขนม”
ที่จะทำให้ความสุขในวันคริสต์มาสของเรามีทั้งอิ่มกายและอิ่มใจอย่างครบถ้วนเนอะ
ยิ่งพอพวกเราเข้าไปแอบนั่งส่องตามกลุ่มท่องเที่ยว ก็จะเริ่มเห็นเพื่อน ๆ ที่กำลังไปเที่ยวประเทศในแถบยุโรปเริ่มแชร์ภาพบรรยากาศของตลาดนัดคริสต์มาส (Christmas market) ให้เห็นจนเริ่มฝันหวานตาม
—
นึกไปนึกมาก็เริ่มสงสัยซะแล้วว่า
เอ้ะ ! ใครกันนะเป็นผู้ที่ริเริ่มงานเฉลิมฉลองเทศกาลคริสต์มาส ?
เรื่องราวนี้เกิดขึ้นในปี ค.ศ. 336 ที่กรุงโรม ในยุคของจักรพรรดิคอนสแตนตินที่ 1
เพียงแต่ว่าวันแรกที่มีการจัดงานเลี้ยงฉลองคริสต์มาสเนี่ย ก็ยังไม่ได้ปรากฏป็นวันที่ 25 ธันวาคมอย่างแน่ชัดนะ
นั่นก็เพราะว่า ยังไม่มีผู้ใดทราบได้ว่าแท้จริงแล้วพระเยซูประสูติตรงกับวันที่เท่าไร..
แต่พออ่านมาแบบนี้ เชื่อว่าเพื่อน ๆ ก็อาจจะงงนิดนึงว่า อ้าว.. ถ้าไม่รู้ แล้วจะเลี้ยงฉลองทำไมละ ?
ก็ต้องบอกว่า เดิมทีชาวโรมันจะมีเทศกาลฉลองดวงตะวันผู้ไร้พ่ายและจักรพรรดิออเรเลียนของพวกเขา กันในวันที่ 25 ธันวาคมของทุกปี กันอยู่แล้ว
ซึ่งเทศกาลนี้มีชื่อว่า “Sol Invictus” เพื่อขอบคุณแสงอาทิตย์ที่ทำให้เกิดความอบอุ่นในช่วงฤดูหนาวทำให้มีผลผลิตงอกงาม รวมไปถึงการมอบพลังทำให้ชาวโรมันมีความแข็งแกร่ง
ทีนี้พอคริสตจักรต้องเลือกวันฉลองเพื่อรำลึกถึงบุคคลที่สำคัญที่สุดในศาสนา ซึ่งแน่นอนว่าท่านนั้นคือพระเยซูคริสต์
พระสันตะปาปาจูเลียสที่ 1 แห่งกรุงโรม จึงได้เลือกวันที่ 25 ธันวาคม ตามวันเฉลิมฉลองดวงตะวันของชาวโรมัน มาเป็นวันประสูติของพระเยซู นั่นเองจ้า
(ตามความเข้าใจของเรา คือเขาเปรียบพระเจ้าเป็นดั่งแสงสว่าง)
เอาละ ถ้าหยั่งงั้นวันนี้พวกเรา InfoStory ขอหยิบเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยเกี่ยวกับ "เทศกาลคริสต์มาส" ไปกับอาหารและขนม มาให้เพื่อน ๆ รับชมกันในอัลบั้มโพสนี้กันได้เลย :):)
#คริสต์มาส
#InfoStory
แหล่งอ้างอิงเพิ่มเติม
https://www.history.com/.../history-of-christmas-trees
https://www.bbcgoodfood.com/.../christmas-bread-recipes
https://www.delish.com/.../g29806775/christmas-breads/
https://themomentum.co/carbon-footprint-between-christmas...
https://www.thairath.co.th/lifestyle/culture/1997256
https://www.gourmetandcuisine.com/stories/detail/1287
-หนังสือเรื่อง “ตำนานอาหารโลก” แปลโดยคุณพลอยแสง เอกญาติ
-หนังสือเรื่อง “The Hungry Empire” แปลโดยคุณ ไอริสา ชั้นสิริ

ถ้าพูดถึง "ขนมปังและเค้กผลไม้คริสต์มาส" แบบดั้งเดิม จะมีอะไรที่น่าสนใจบ้างนะ ?
เทศกาลคริสต์มาส ก็เป็นอีกหนึ่งเทศกาลที่ทำให้เราได้ตื่นตาตื่นใจไปกับเมนูขนมปัง ที่สุดจะหลากหลาย
ภาพขนมปังคริสต์มาสที่ติดตาติดใจพวกเรา ก็คงไม่พ้นขนมปังขิงที่ปั้นเป็นบ้านซานตาคลอส หรือเป็นมนุษย์ขนมปังขิง (แบบคุกกี้รัน)
แต่ว่าในภาพนี้ เราจะไม่ได้พูดเกี่ยวกับขนมปังขิงกันน่ะ… แห่ะ ๆ
เพราะพวกเราอยากนำเสนอเรื่องราวของขนมปังแบบดั้งเดิมที่นิยมทานกันในเทศกาลคริสต์มาส
จะมีอะไรบ้าง ไปรับชมกันเลย !
—--------
ตอนทำเรื่องราวของขนมปังเสร็จ ก็พลันคิดสงสัยว่า
เอ้อ ! ขนมปังแต่ละอย่างเนี่ย มีความคล้ายคลึงกันพอสมควรนะ อาจจะต่างกันแค่คิดค้นและตั้งชื่อมาจากประเทศไหน…
แล้วทำไมผู้คนทั่วโลกโดยเฉพาะชาวยุโรป ถึงได้ชอบการอบขนมปังในเทศกาลคริสต์มาสกันละ ?
หากมองตามความหมายของวันคริสต์มาส ที่เป็นสัญลักษณ์ของการเฉลิมฉลองทางศาสนาคริส เราก็จะพบว่า ขนมปังแบบดั้งเดิมที่นำมาฉลองในเทศกาลนี้ ก็จะมีการเปรียบเทียบเปรียบเปรยลักษณะของขนมปัง ว่าเป็นเหมือนกับสิ่งของที่ใกล้ชิดในช่วงเวลาที่พระเยซูกำเนิด
ยกตัวอย่างเช่น เมนูขนมปังแบบ Christstollen และ Vánočka ที่ถูกเปรียบเปรยเหมือนผ้าสีขาวที่ห่อหุ้มตัวพระเยซูในตอนที่ประสูติ
นอกจากนั้นแล้ว ขนมปัง ยังได้ถูกเปรียบเปรยเป็นดั่งสัญลักษณ์แทนพระกายของพระเยซู
อย่างในเรื่องราวมื้ออาหาร ก่อนที่พระเยซูจะถูกจับไปตรึงไม้กางเขน หรือ “Last Supper” ที่เพื่อน ๆ อาจจะคุ้นกับเหตุการณ์ที่พระองค์ทรงหยิบขนมปังขึ้นมาขอพระพร พร้อมตรัสว่า “จงรับไปกินเถิด นี่คือกายของเรา”
ซึ่งในพิธีมหาสนิทศักดิ์สิทธิ์ โดยการรับประทานขนมปังชิ้นเล็ก ๆ อีกด้วยเช่นกัน
อีกทั้งขนมปัง ยังเป็นอาหารที่อยู่คู่กับอารยธรรมของมนุษย์มาอย่างยาวนาน หาง่ายและมีราคาถูก
สำหรับความเห็นส่วนตัวของพวกเรามองว่าในปัจจุบันเอง มนุษย์อาจจะไม่ได้มองลึกเข้าไปยังความหมายที่ซ่อนอยู่เหล่านี้ ซึ่งเมนูขนมปังเหล่านี้เป็นเหมือนกับเครื่องมือในการนำเสนอวัฒนธรรมอาหารของแต่ละชาติไปแทน
(สำหรับพวกเราคือความเคยชินที่จะได้กินขนมปังอร่อย ๆ ที่อาจไม่ได้ทานในทุก ๆ วัน… แค่นี้ก็อิ่มพุงอิ่มใจ อิอิ)
แหล่งอ้างอิงเพิ่มเติม
https://www.thespruceeats.com/traditional-christmas...
https://www.notsomodern.com/vanocka/
https://grantsbakery.co.uk/.../bread-the-most-important...
https://www.delish.com/.../g29806775/christmas-breads/
https://www.bbcgoodfood.com/.../christmas-bread-recipes

มื้ออาหารเย็นสุดพิเศษในวันคริสต์มาส มีอะไรน่าสนใจกันบ้างนะ ?
พวกเราค่อนข้างมั่นใจเลยว่า เพื่อนหลายคนน่าจะคุ้นหูคุ้นตาจากเมนูส่วนใหญ่ที่พวกเรานำเสนอในภาพนี้เนอะ
—----
งั้นในโพสนี้พวกเราจะมาเล่าเรื่องราววุ่น ๆ ของวัยรุ่นยุคเรเนสซองส์กับคริสต์มาสพุดดิ้ง (Christmas Pudding) กันดีกว่า
เอ้ะ…แล้วมันวุ่นยังไงกันนะ ?
เมนูนี้ถูกคิดค้นขึ้นมาในช่วงศตวรรษที่ 14 แต่เดิมทีคริสต์มาสพุดดิ้งไม่ได้มีหน้าตาและส่วนผสมเหมือนในปัจจุบันนะ
หนำซ้ำมันยังไม่ได้ถูกเรียกว่าคริสต์มาสพุดดิ้งอีกด้วย…
ถ้าจะให้อธิบาย ในตอนนั้นเนี่ยคริสต์มาสพุดดิ้งแบบดั้งเดิมเลย จะมีลักษณะเหมือนกับซุปแบบพอตเทจ (Pottage) ใช้เศษเนื้อวัวและเนื้อแกะ ต้มกับผัก ไวน์และเครื่องเทศ เป็นหลัก
จุดเด่นสำคัญคือ เมนูพอตเทจอันนี้ อาจใช้เครื่องปรุงมากถึง13 ชนิด เพื่อสื่อถึงพระเยซูและสิบสองอัครธรรมฑูต (แน่นอนว่าต้องโยงเกี่ยวกับศาสนา)
ซึ่งเจ้าเมนูในแบบดั้งเดิมอันนี้เนี่ย ก็เป็นที่โปรดปรานของพระเจ้าเฮนรีที่ 8 แห่งอังกฤษ เอาเสียมาก ๆ ถึงขนาดที่พระองค์ต้องสั่งให้ทำเมนูพอตเทจอันนี้ตลอดเวลาที่มีงานเทสกาลสำคัญ ๆ
(คือ เฮนรีที่ 8 พี่เขาไปรู้จักเมนูนี้จากการออกล่าสัตว์ในฤดูหนาว)
จนกระทั่งเวลาผ่านไป… ชาวอังกฤษก็เริ่มหันมาทำการเกษตรกันมากขึ้น จนผลไม้แห้งกลายเป็นที่นิยมมากกว่าเนื้อสัตว์ ในขณะที่ไวน์ก็ได้ถูกแทนที่ด้วยความนิยมของบรั่นดี
พูดมาขนาดนี้ เพื่อน ๆ ก็คงเดาได้เลยว่า เมนูคริสต์มาสพอตเทจแบบดั้งเดิม กำลังจะเปลี่ยนไปตามยุคสมัย
ในขณะนั้นเอง ก็เป็นยุคของพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 1 ก็โปรดปรานลูกพรุนเอาเสียมาก ๆ
จึงได้นำลูกพรุนเข้ามาเป็นส่วนผสมกับเมนูพอตเทจจานนี้
ประจวบกับในตอนนั้นที่ชาวอังกฤษกำลังชื่นชอบบรั่นดีมากกว่าไวน์ จึงทำให้สูตรอาหารของเมนูนี้ ได้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง โดยมีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการว่า “พลัมพอตเทจ (Plum pottage) หรือที่ชาวต่างชาติจะรู้จักว่า “พุดดิ้งพลัม (Plum pudding)”
จุดเด่นของเมนูนี้คือ การจุดไฟเผาเพื่อให้มีสีสันลูกเล่นระหว่างทาน
….ตรงนี้ละ เลยไปขัดแย้งกับผู้ที่นับถือศาสนาคริสต์เข้า อย่างชาวคาทอลิกเอง
ก็มันไปขัดแย้งว่าการจุดไฟเผาแล้วรับประทานเมนูนี้ในเทศกาลคริสต์มาสเนี่ย
มันเปรียบเหมือนการทรมานพระเยซูของพวกเขา ในขณะที่ฝั่งโปรเตสแตนต์เอง ก็มองว่า การจุดไฟเผาบนพุดดิ้งนี้ เหมือนกับเทศกาลไฟของพวกนอกรีต
พวกที่นับถือศาสนาจึงมองว่า เมนูนี้ ไม่เหมาะสมสำหรับผู้ที่ศรัทธาในพระเจ้ากันเลยทีเดียว
โดยในตอนนั้นเองเนี่ย ก็มีกระแสต่อต้านไม่ให้ทำเมนูพุดดิ้งพลัมพร้อมจุดไฟ ในเทศกาลสำคัญอย่างคริสต์มาส
[ขอแทรกสักนิดนึงเด้อ 1 - เพื่อน ๆ หลายคนพอได้ยินชื่อเอลิซาเบธที่ 1 ก็อาจจะเริ่มได้กลิ่นอายของจักรวรรดิ์อังกฤษที่มีอิทธิพล ขยายอำนาจทางสงครามการค้าไปยังนานาชาติ รวมถึงเรื่องความขัดแย้งทางศาสนาโดยเฉพาะชาวคาทอลิกในอังกฤษอีกด้วย]
[ขอแทรกอีกนิดนึงเด้อ 2 - นอกจากพุดดิ้งพลัมแล้ว เพื่อน ๆ ทราบไหมว่า พระราชินีเอลิซาเบธที่ 1 ก็ยังเป็นคนริเริ่มการทำคุกกี้ขิง โดยตัดให้เป็นรูปคน (ให้นึกถึงภาพตัวคุกกี้รัน) เพื่อมอบให้กับแขกที่มางานเลี้ยงฉลองคริสต์มาส จนชาวบ้านก็เริ่มนำคุกกี้ขิง ไปสร้างเป็นรูปร่างอื่น ๆ กันต่อไป]
—
อย่างไรก็ดีพุดดิ้งพลัมจานนี้ ก็ยังคงถูกรับประทานอย่างต่อเนื่องอยยู่ ถึงแม้ว่าจะไม่ได้รับความนิยมมากเท่าไร
ต่อเนื่องมาจนถึงยุคของพระเจ้าจอร์จที่ 1 ที่มีฉายาว่า “ราชาแห่งพุดดิ้ง” ก็ได้สั่งให้พ่อครัวทำเมนูพุดดิ้งพลัม มาฉลองในงานเลี้ยงเทศกาลคริสต์มาส (นั้นไง… เอาเข้าจนได้)
แน่นอนว่า ก็ต้องมีผู้ต่อต้าน โดยขณะนั้นมีกลุ่มผู้ต่อต้านที่ใช้ชื่อว่า “Quakers” ออกมาแสดงความขัดแย้งอย่างรุนแรง
ด้วยยุคสมัยที่เปลี่ยนไป… การต่อต้านและความเกลียดชังต่ออาหารจานนี้ ยิ่งมีมากเท่าไร ก็กลับทำให้ผู้คนอยากลิ้มลองมากขึ้น จนกลายเป็นว่า เมนูพุดดิ้งพลัมกลายเป็นที่ถูกพูดถึงอย่างรวดเร็วและกลับมาได้รับความนิยมไปในที่สุด (เอ๊า..ซะงั้นเลย)
ในเวลาต่อมา ชาวอังกฤษก็จะนิยมทานพุดดิ้งพลัมที่ห่อผ้า (แทนการต้มและห่อในกระเพาะสัตว์) จานนี้ในเทศกาลพิเศษโดยเฉพาะในเทศกาลคริสต์มาส
ชาวอังกฤษจะนิยมอบขนมคริสต์มาสพุดดิ้งในอาทิตย์ก่อนหน้าที่จะถึงเทศกาลคริสต์มาส เพื่อเป็นการขอพรจากพระเจ้า โดยอาจจะมีกิจกรรมอย่างเช่น
- ให้สมาชิกในครอบครัวจะผลัดกันกวนพุดดิ้งจากทิศตะวันออก ไปทางทิศตะวันตก
- ถ้าบ้านไหนที่อยากเสริมความมงคลหน่อย ก็จะหาส่วนผสมเข้ามาใส่ให้มากถึง 13 อย่างแบบที่ได้กล่าวไปข้างต้น
- การใส่เหรียญเงินลงไปในขนมพุดดิ้ง (อันนี้เรานึกถึงโยนเหรียญลงไปในบ่อน้ำพุของชาวยุโรปเลย)
ด้วยค่านิยมของชาวอังกฤษตรงนี้ละ ที่ทำให้เมนูพุดดิ้งพลัม (Plum Pudding) กลายเป็นที่รู้จักกันในชื่อของคริสต์มาสพุดดิ้ง (Christmas Pudding)
แม้กระทั่งในวารสาร “Household Words” ที่ชาร์ลส์ ดิกเกนส์เขียนในเดือนธันวาคม ปีค.ศ. 1850 ก็ยังเขียนคำพรรณนาว่า อังกฤษเป็นผู้คิดค้นเมนูขนมแห่งเทศกาลคริสต์มาสอันนี้เองอีกด้วยนะ
นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา เมนูคริสต์มาสพุดดิ้งก็เลยมีลักษณะและส่วนผสมคล้ายฟรุตเค้กผสมด้วย ผลไม้แห้ง ลูกเกด ผิวส้ม หมักกับเหล้าหรือบรั่นดี อย่างที่เราคุ้นเคยกันในปัจจุบัน
ส่วนตัวเราก็รู้สึกว่า การที่อังกฤษสามารถทำให้คนทั้งโลกในสมัยนั้น เข้าใจได้ว่าคริสมาสต์พุดดิ้ง ก็คือ พุดดิ้งพลัมของชาวอังกฤษ มันก็สะท้อนให้เห็นว่ากลุ่มชาวอังกฤษวิคตอเรียน (รวมไปถึงกลุ่มนักล่าอาณานิคม จักรวรรดิ์และระบบทุนนิยมของอังกฤษ) ยิ่งใหญ่และมีอิทธิพลขนาดไหนในสมัยนั้น…
[หมายเหตุ - เนื่องจากตัวละครเยอะ เดี๋ยวเรียงไทม์ไลน์ให้ว่าพระราชาองค์ไหน ครองราชย์ในปีไหนกัน]
- พระเจ้าเฮนรีที่ 8 แห่งอังกฤษ (Henry VIII) - ค.ศ. 1509 – ค.ศ. 1547
- สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 1 แห่งอังกฤษ - ค.ศ. 1558 – ค.ศ. 1603
- พระเจ้าจอร์จที่ 1 แห่งบริเตนใหญ่ - ค.ศ. 1714 – ค.ศ. 1727
- สมัยวิกตอเรีย (Victorian era) จะอยู่ในช่วงปี ค.ศ. 1837 – ค.ศ. 1921
—----
[แอบแถมสักนิดนึง] เพื่อน ๆ ทราบไหมว่า “แกงกะหรี่ไก่งวง” เป็นหนึ่งในเมนูที่เป็นที่นิยมในการเฉลิมฉลองเทศกาลต่าง ๆ ของชาวอังกฤษ ไม่ว่าจะเป็นคริสต์มาส อีสเตอร์ หรือวันขอบคุณพระเจ้า
แค่ชื่อเมนูตรงนี้ก็ทำให้อดคิดไม่ได้ว่า ทำไมคนอังกฤษถึงต้องเฉลิมฉลองด้วยเมนูแกงกะหรี่ละ (โอเค ไก่งวงนะ ก็พอจะเข้าใจ)
โอเค หากเรามองย้อนกลับไปในสมัยที่อังกฤษมีอำนาจในการปกครองอนุทวีปอินเดีย รวมไปถึงอำนาจในการค้าขายเครื่องเทศจากอินเดีย กล่าวคือในสมัยของบริติชราชและบริษัทอินเดียตะวันออกของอังกฤษ (ระหว่างปี ค.ศ. 1858 ถึง 1947 หรืออาจต้องกล่าวไปไกลถึง ค.ศ. 1750) ที่ทำให้เครื่องเทศและผ้าฝ้ายมีราคานำเข้าที่ถูก
พูดประมาณนี้ก็พอจะเห็นภาพกันแล้วว่า ชาวอังกฤษที่อาศัยผลประโยชน์จากการค้าเสรีหรือว่าจะเป็นทุนนิยมสมัยใหม่ ก็ได้สร้างค่านิยมของชาวอังกฤษที่เน้นการบริโภคสินค้าที่มาจากต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศที่เป็นเมืองขึ้น
เรื่องราวตรงนี้จึงทำให้ชาวอังกฤษนิยมทานแกงกะหรี่กันมากขึ้น
โดยเฉพาะในงานเทศกาลสำคัญที่จะมีการทานแกงกะหรี่ไก่งวง (เครื่องเทศจากอินเดีย) การดื่มบรั่นดีหรือทำเมนูอาหารที่ใช้บรั่นดีเป็นส่วนผสม (บรั่นดีส่วนใหญ่มาจากออสเตรเลีย) ยาวไปจนถึงวัฒนธรรมการดื่มชาที่เริ่มต้นมาจากการค้าใบชากับชาวจีน เป็นต้น
อ้าว… ไปมา ๆ กลายเป็นเล่าประเด็นที่สะท้อนวัฒนธรรมของกลุ่มผู้ล่าอาณานิคมอย่างชาวอังกฤษในสมัยก่อนไปซะอย่างนั้นเลย
เอาเป็นว่า สำหรับเราเอง คิดว่าไม่ใช่แค่อังกฤษหรอก ที่ทำแบบนี้
เมนูคริสต์มาสอื่น ๆ เอง ส่วนใหญ่ก็โดนปรับโดนกลืนไปตามวัฒนธรรมของมนุษย์ในทุก ๆ สมัย หรืออาจถูกปรับเปลี่ยนไปตามผู้ล่าอาณานิคมเจ้าใหญ่ ๆ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
*พวกเราต้องขออภัยหากทำให้เพื่อน ๆ รู้สึกเบื่อในเรื่องนี้นะคร้าบ แห่ะ ๆ อาจจะยาวเกินไปสักหน่อย
แหล่งอ้างอิงเพิ่มเติม
https://www.pudforallseasons.com.au/.../christmas.../
https://www.thespruceeats.com/traditional-christmas...
https://www.thespruceeats.com/classic-recipes-christmas...
https://theconversation.com/a-brief-history-of-christmas...
-หนังสือเรื่อง “ตำนานอาหารโลก” แปลโดยคุณพลอยแสง เอกญาติ
-หนังสือเรื่อง “The Hungry Empire” แปลโดยคุณ ไอริสา ชั้นสิริ

ชวนส่องของกินยอดนิยมใน "ตลาดคริสต์มาส (Christmas Market)"
ในถึงภาพสุดท้ายนี้ พวกเราได้หยิบยกตัวอย่างเกี่ยวกับอาหารและเครื่องดื่มยอดนิยม หาพบได้ง่ายตามตลาดคริสต์มาสของยุโรปในยามค่ำคืน
หรืออย่างน้อยที่สุด พวกเราก็ค่อนข้างมั่นใจว่าถ้าเพื่อน ๆ ได้มีโอกาสไปเดินกินลมชนตลาดคริสต์มาสยามค่ำคืน ก็จะต้องรับประทานหรือดื่มสักเมนูที่ได้ยกตัวอย่างมาในภาพ
—----
พูดถีงเรื่องอาหารคาวหรือของหวาน มาก็เยอะแล้ว
งั้นภาพนี้ พวกเราขอหยิบยกเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยเกี่ยวกับเครื่องดื่มมาให้อ่านกันเพลิน ๆ
คงไม่มีช่วงเวลาไหนที่จะเหมาะสำหรับดื่มไวน์ร้อน ไปมากกว่าในช่วงฤดูหนาวแล้ว
โดยเฉพาะเทศกาลคริสต์มาส !
แล้วไวน์ร้อนคืออะไรละ ?
ไวน์ร้อน (Mulled Wine) ตรงตามชื่อเลย คือการนำเอาไวน์แดงที่มีอายุการบ่มน้อย มีรสสัมผัสออกสดใส มีแทนนินหรือความฝาดต่ำ (รวมถึงราคาต่ำ-ปานกลาง ด้วยนะ) นำมาต้มในหม้อ จากนั้นผสมด้วยเครื่องเทศลงไป
[ขอแทรกนิดนึง - แต่ถ้าเป็นไวน์ร้อนของเยอรมัน (Gluhwein) ก็จะแตกต่างนิดนึงตรงที่ เขาจะเอาเครื่องเทศ (spices) ออกไป แล้วนำดอกจันทร์และลูกกระวานเข้าไปแทน]
เจ้าไวน์ร้อนเนี่ย ไม่ใช่เครื่องดื่มสมัยใหม่อะไร
เพราะว่าเครื่องดื่มนี้ มีต้นกำเนิดมาจากชาวโรมัน ตั้งแต่ศตวรรษที่ 2 โน่นเลยละ
ซึ่งชาวโรมันยุคกลาง เขาต้มไวน์ร้อนดื่ม เพื่อที่จะช่วยให้พวกเขาสามารถผ่านพ้นลมหนาวในฤดูหนาวไปได้อย่างไม่ยากเย็น
ก่อนที่สูตรการทำไวน์ร้อนนี้ จะค่อย ๆ แพร่ขยายไปทั่วทวีปยุโรป (ว่ากันว่าขยายตามจักวรรดิโรมันออกไปเรื่อย ๆ)
—----
อันที่จริงแล้ว การไปเที่ยวยุโรปในหน้าหนาวเนี่ย ก็ออกจะทรมานสักหน่อย
สำหรับพวกเราจุดประสงค์สำคัญเลย คือ การได้ออกไปสัมผัสกับตลาดคริสต์มาสที่แตกต่างกันออกไปในแต่ละเมือง (หรือแต่ประเทศ)
ในความรู้สึกของพวกเรา จะค่อนข้างประทับใจในบรรยากาศและความน่ารักของตลาดคริสต์มาสเมือง Colmar ในประเทศฝรั่งเศสพอสมควรเลย (จริง ๆ แล้วของเมือง Salzburg ที่ออสเตรีย กับ Strasbourg ของฝรั่งเศสติดกับเยอรมัน ก็น่ารักเดินกินเพลิน ๆ อยู่เหมือนกันนะ)
แล้วเพื่อน ๆ ท่านไหนมีตลาดคริสต์มาสที่ประทับใจ ก็สามารถมาแชร์ให้พวกเราอ่านกันได้นะ :):)
วันนี้พวกเรา InfoStory ก็ขอให้ทุกท่านมีความสุขและมีเวลาพักผ่อนที่ดีในช่วงคริสต์มาสส่งท้ายปี 2021 กันนะคร้าบผม ^__^
แหล่งอ้างอิงเพิ่มเติม
https://wineman.asia/mulled-wine/
https://www.vivino.com/wine-news/the-history-of-mulled-wine
https://worldtravelfamily.com/christmas-markets-in.../...



