อยากรู้เรื่องอะไร?

Search

"Tea vs Cha/Chai" ภาษาไหน เรียกว่าอะไรกันบ้างนะ ? ☕🫖

บางประเทศเขาเรียก “ชา (Cha)” บางประเทศก็เรียก “ไช/ชาย ( […]

บางประเทศเขาเรียก “ชา (Cha)” บางประเทศก็เรียก “ไช/ชาย (Chai)” 🍵

ในขณะที่บางกลุ่มภาษา เค้าก็จะเรียก “ทีหรือเท (Tea)” กันไปแทน 🫖

แต่ทั้ง 3 คำนี้ ไม่ว่าจะเรียกคำแบบไหนก็ตาม มันก็คือ “ชา” เครื่องดื่มที่ปรุงจากใบ กิ่งหรือหน่อ ของต้น “Camellia sinensis” ชนิดเดียวกัน แต่ไปมีความหลากหลายในภาษาและวัฒนธรรมแทน (จริง ๆ ก็เรียกต้นชาน่ะแหละ พูดให้ยากทำไมเนอะ 🤣)

"Tea vs Cha/Chai" ภาษาไหน เรียกว่าอะไรกันบ้างนะ ? ☕🫖

จริง ๆ พวกเราคิดว่าเพื่อน ๆ หลายคนน่าจะเคยสงสัย

(แต่ว่าเรื่องนี้มันแบบทั่วไปมากก จนอาจจะไม่สงสัยกันแล้ว😆)

งั้นวันนี้พวกเรา InfoStory ขอเรียบเรียงชื่อเรียก “ชา” ในภาษาต่าง ๆ รอบโลก ให้เพื่อน ๆ รับชมกัน (ด้วยข้อจำกัดทางพื้นที่ในภาพอินโฟกราฟิก พวกเราขออนุญาตหยิบมาเฉพาะบางภาษานะคร้าบ)

— — — — — — — — — — — —

[ Tea, Cha และ Chai ชื่อเรียกแบบไหน กำเนิดมาก่อนกัน ? ]

ขอพวกเราอ้างอิงจากภาพอินโฟกราฟิกนะคร้าบ

หากว่ากันด้วยตามชื่อเรียก “ชา” ตามภาษาต่าง ๆ ทั่วโลก ก็จะแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มเนอะ 👩‍🏫

1. กลุ่มภาษาที่เรียกชาในกลุ่ม “Tea” ยกตัวอย่างเช่น

English - Tea

Dutch - thee

French - thé

Italian - Tè

Afrikaans - tee

Javanese - tèh

2. กลุ่มภาษาที่เรียกชาในกลุ่ม “Cha/Chai” ยกตัวอย่างเช่น

Russian - chay

Portuguese - cha

Turkish - chay

Mandarin - Chá

Japanese - Ocha

Korean - Cha

Hindi - chai

Arabic - shay

Thai - ชา

แต่ไม่ว่าจะเป็นชื่อเรียกแบบไหนก็ตาม “ชา” ก็ยังคงเป็นเครื่องดื่มที่ใช้เทน้ำผ่านใบชาเหมือน ๆ กัน

— — — — — — — — — —

แล้วชื่อเรียกแต่ละชื่อ อันไหนถูกเรียกมาก่อนกันละ ? 🧐

[ Chá” ] 🇨🇳 ว่ากันว่าชื่อเรียก “ชา” ของชาวจีน ถือกำเนิดมาก่อนเพื่อน..

ย้อนกลับไปซักประมาณ 5,000 ปีก่อน

ว่ากันว่า “Chá” หรือ ชา เป็นชื่อเรียกในรูปแบบที่มาจากภาษาจีน จะเป็นชื่อเรียกแรกที่ใช้เรียกเจ้าเครื่องดื่มที่ใช้น้ำร้อนปรุงจากต้าชา “Camellia sinensis”

แรกเริ่มจากจักรพรรดิ “เฉินหนง” ที่บังเอิญพบช่อชาป่าที่โดนลมพัด ปลิวตกลงมาอยู่ในหม้อต้มน้ำร้อนพอดิบพอดี จนกระทั่งจักรพรรดิได้ลองดื่ม ก็พบว่าเจ้าน้ำอันนี้ ช่วยทำให้กระปรี้กระเปร่า 🤩

.

ในเวลาต่อมา เมื่อการแพทย์เริ่มพัฒนาขึ้น แพทย์ประจำตัวของจักรพรรดิ (นามว่า Pen Ts’ao) จึงได้เริ่มต้นนำใบชามาใช้งานทางการแพทย์ 👨‍⚕️

คัมภีร์การแพทย์ของ Pen Ts’ao ถูกใช้ต่อมาเรื่อย ๆ ยาวววว จนมาถึงในช่วงประมาณศตวรรษที่ 7 หรือในช่วงราชวงศ์ถังที่ได้มีการบันทึกวิธีการปรุงชาในแบบลายลักษณ์อักษร 📇

ต่อมาไม่นาน ใบชาจากจีนก็ได้แพร่ขยายออกไปยังประเทศเพื่อนบ้านอย่าง ญี่ปุ่น เกาหลี เวียดนาม (ว่ากันว่าจากกลุ่มนักบวช)

อย่างเช่น ชาวญี่ปุ่น 🇯🇵 ก็เริ่มรู้จักวิธีการชงชาจากนักบวชศาสนาพุทธที่กลับมาจากการแสวงบุญที่ประเทศจีนในศตวรรษที่ 9 (จนเกิดมาเป็นพิธีชงชาญี่ปุ่นในภายหลัง)

.

ก่อนที่ “ชา” จะกลายเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ของศาสนาพุทธและลัทธิเต๋า ที่เชื่อกันว่าเป็นยา ว่ากันว่าพระพุทธเจ้า (สิทธัตถะ โคตมะ) ก็ได้ใช้ชาในการช่วยทำสมาธิ รวมสติและขจัดความเหนื่อยล้า (ว่ากันว่านะคร้าบ..)

สำหรับพวกเรา ในกรณนี้ก็คงไม่ต่างอะไรไปจาก “ไวน์” ในศาสนาคริสต์ สักเท่าไร.. (คงต่างไปในเรื่องของการนำไปใช้ทำการค้าเนอะ) 🍷⛪️

.

[ Tea ] 🇳🇱 🇬🇧 🇫🇷

ในขณะที่ “Tea” อันนี้ชัดเจนเลย (เสียงในหัวก็จะออกไปทางสำเนียงบริติชหน่อย ๆ🏴󠁧󠁢󠁥󠁮󠁧󠁿) แต่จริง ๆ เดิมทีคำนี้ไม่ได้เป็นภาษาอังกฤษมาตั้งแต่เริ่มนะ แต่มันมาจากคำว่า “Te” ซึ่งเป็นสำเนียงภาษาจีนแบบฮกเกี้ยน 🇨🇳

คือ ว่ากันว่าพี่จีน อย่างที่รู้กันว่าเขาเป็นพี่ใหญ่ในการผลิตต้นชา

🇵🇹 🇳🇱 เมื่อชาวยุโรปตะวันตกกลุ่มแรก ๆ ได้เดินเข้ามาที่ประเทศจีนในช่วงศตวรรษที่ 16 ก็ได้พบกับเครื่องดื่มชาเป็นครั้งแรก… แน่นอนว่าพวกเขาก็ติดใจราวกับว่า “ชา” เป็น “ยาวิเศษ” กันเลยทีเดียว (เข้าใจว่าพวกชาวยุโรปมารู้จักกับต้นชาก่อนหน้าจะเจอกับเมล็ดกาแฟสักนิดนึงนะ)

.

หลังจากที่ชาวยุโรปได้รู้จักกับใบชาแล้ว

แน่นอนเลยละ.. ในสมัยยุคล่าอาณานิคม การหาสินค้าที่แปลกใหม่มาเตรียมขายแบบผูกขาดก็จะต้องตามมาเคียงคู่กัน

บริษัทอินเดียตะวันออกของเนเธอร์แลนด์ (Dutch East India Company) 🇳🇱 ก็รีบบบบบเข้ามาจับจองพื้นที่เลยจ้า !

โดยพวกชาวดัตช์ได้ใช้ท่าเรือทางตอนใต้ของจีนที่เมือง Xiamen และ Quanzhou

ซึ่งในบริเวณนั้น ชาวจีนจะเรียกชาว่า “Te” ซึ่งเป็นสำเนียงภาษาจีนแบบฮกเกี้ยน

ชาวดัตช์ในบริษัทอินเดียตะวันออกของเนเธอร์แลนด์ 🇳🇱 (คือสมัยนั้นเป็นบริษัทที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกแล้วนะ ก่อนบริทิชอีสอินเดีย) ก็ได้นำชื่อเรียกนี้ไปเผยแพร่ต่อในดินแดนอาณานิคมอย่างชวา และทำการค้าขายกับชาวมาเลย์ จนกลับไปยังยุโรปตะวันตก

.

🤭 ก่อนที่ต่อมาสิทธิการผูกขาดการขายชาจะตกมาอยู่ที่บริษัทอินเดียตะวันออกของอังกฤษ (British East India Company) จนทำให้ชาวอังกฤษรับมาใช้เป็นคำว่า “tea” ในปัจจุบันนั่นเองคร้าบบ 🏴󠁧󠁢󠁥󠁮󠁧󠁿🇬🇧

เรื่องนี้เลยทำให้ชาวฝรั่ง (ชาวยุโรปตะวันตก) ได้สร้างคำนิยามสั้น ๆ เกี่ยวกับชื่อเรียกของชาเป็น Quote ว่า

“Cha, If by the Land. Tea, if by the Sea.”

คล้ายกับเป็นการล้อไปกับเรื่องราวที่เราได้เล่ามา

.

🇵🇹 เห็นทีจะมีแค่ชาวโปรตุเกสที่เรียกชาว่า “Cha” ไม่ได้เรียก Tea เหมือนเพื่อนร่วมสหภาพ

ก็เพราะว่าในเริ่มแรกเลย พ่อค้านักเดินเรือชาวโปรตุเกสยอมนำของบรรณาการมาถวายกับจักรพรรดิของจีน โปรตุเกสจึงเป็นชาวยุโรปกลุ่มพิเศษที่จีนอนุญาตให้ตั้งสถานีการค้าที่ท่าเรือในเขตปกครองพิเศษมาเก๊าได้

ซึ่งที่มาเก๊ายังคงใช้คำเรียกว่า “Cha” เลยทำให้ชาวโปรตุเกสเรียกตามมาเช่นนั้น

.

[ Chai ] 🇮🇳 🇦🇪 🇹🇷

ปิดท้ายเบา ๆ กับชื่อเรียกชาที่มีต้นกำเนิดมาจากอินเดีย “Chai (ไช)”

โดยมากชาดำของอินเดีย ก็จะเป็นชาอัสสัม ซึ่งก็อาจมีกลิ่นเครื่องเทศ

ต้นกำเนิดของชาอินเดีย ว่ากันว่าค้นพบต้นชาที่เหมือนกับต้นชาของประเทศจีน ที่รัฐอัสสัมในประเทศอินเดียโดยชาวอังกฤษ คือ อาจมีการค้นพบมาก่อนหน้านี้โดยชาวอินเดียนะ..

เพียงแต่ว่า… เราคงต้องอ้างเรื่องราวตามบันทึกของบริษัทอินเดียตะวันออกของอังกฤษ (British East India) ที่บันทึกเอาไว้ว่าพวกเขาเป็นผู้ค้นพบใบชาจากรัฐอัสสัม

การที่พวกชาวอังกฤษมาอ้างแบบนี้ นั่นก็เพราะเรื่องการค้าล้วน ๆ เลย

คือ คนอังกฤษในมัยนั้นคลั่งชามากกก การนำเข้าชาจากจีนเนี่ย มันมีราคาต้นทุนสูง แล้วไหน ๆ ชาวอังกฤษก็เป็นผู้ครอบครองอนุทวีปอินเดียอยู่แล้วในขณะนั้น จึงไม่แปลกใจที่พวกเขาต้องพยายามหาทุกหนทางที่จะหากำไรบนแผ่นดินอินเดีย

.

จนกระทั่งในช่วงต้นศตวรรษที่ 19 ชาวอังกฤษชื่อ “Robert Bruce” ได้อ้างว่าเขาเป็นผู้ค้นพบใบชาสายพันธุ์ใหม่ “Camellia sinensis var assamica” หรือชาอัสสัม เป็นชาดำที่เข้มข้นกว่าสายพันธุ์ของจีน

(คหสต. อันที่จริงเรื่องราวของใบชาในอินเดียเนี่ย…พวกเราคิดว่ามันถูกค้นพบโดยชาวพื้นเมืองอยู่แล้วละนะ

เพียงแต่ด้วยอำนาจที่ล้นมือของชาวอังกฤษในตอนนั้น เลยทำให้เรื่องราวมันผิดเพี้ยนไป…)

คำว่า “Chai” จึงเป็นชื่อเรียกของ “ชา” ในภาษาฮินดี (ที่ว่ากันว่ามาจากคำว่า “Cha” ของชาวจีน หากตรงนี้ผิดพลาดต้องขออภัยนะคร้าบ)

สำหรับ Chai ตัวนี้ ถ้าเพื่อน ๆ คุ้นภาพติดตากันในเมนูของชาดำผสมเครื่องเทศ อันนั้นจะเรียกว่า “Masala Chai” ส่วนชาผสมนม ก็จะเรียกตรง ๆ ว่า “Chai Latte” นั่นเองคร้าบผม

— — — — — — — — — —

🇶🇦⚽ บอลโลกคู่แรกเพิ่งเปิดฉากจบกันไป ภายใต้เรื่องราวดราม่าต่าง ๆ มากมาย

แล้วเพื่อน ๆ เชียร์ทีมชาติไหนกันบ้าง แชร์ให้พวกเราฟังได้นะคร้าบบ 🏴󠁧󠁢󠁥󠁮󠁧󠁿 อิอิ

#InfoStory

#Cha

#Tea

แหล่งอ้างอิงเพิ่มเติม

- หนังสือ A History of the world in 6 Glass โดย Tom Standage

- http://bit.ly/3TUOzJ1

- http://bit.ly/3VdyHlT