อยากรู้เรื่องอะไร?

Search

ชวนรู้จัก "ไวน์ร้อน" เครื่องดื่มยอดนิยมประจำฤดูหนาว

ชวนรู้จัก "ไวน์ร้อน" เครื่องดื่มยอดนิยมประจำฤดูหนาว

เทศกาลคริสต์มาสเพิ่งจะผ่านพ้นไปเมื่อไม่กี่วัน และช่วงเว […]

เทศกาลคริสต์มาสเพิ่งจะผ่านพ้นไปเมื่อไม่กี่วัน

และช่วงเวลาแห่งการเฉลิมฉลองปีใหม่ 2022 ก็กำลังจะมาถึง !

ชวนรู้จัก "ไวน์ร้อน" เครื่องดื่มยอดนิยมประจำฤดูหนาว

แต่ไม่ว่าจะเป็นการฉลองในเทศกาลไหนก็ตามในช่วงฤดูหนาว

เราก็จะเห็นเมนู “ไวน์ร้อน” โผล่ออกมาเป็นประจำ ไม่ว่าจะเป็นในซีรี่ส์ต่างประเทศ หรือว่า ตามภาพถ่ายในตลาดคริสต์มาสของเพื่อน ๆ ที่กำลังไปเที่ยวต่างประเทศในช่วงนี้เนอะ

ไวน์ร้อน หรือ ชื่อภาษาอังกฤษก็คือ “Mulled Wine” แต่ถ้าเรียกเป็นชื่อตามแต่ละประเทศ เราก็อาจจะเห็นได้หลายชื่อ เช่น Vin Chaud, Glühwein หรือ Glögg

ถึงแม้ว่าชื่อจะต่างกัน แต่แท้จริงแล้ว มันก็รากฐานมาจากสูตรหลักแบบเดียวกัน เพิ่มเติมด้วยเอกลักษณ์หรือความชอบของคนแต่ละประเทศ (เช่น บรั่นดี วอดก้า หรือ เครื่องเทศ)

เพื่อให้เห็นภาพกันมากขึ้น งั้นวันนี้พวกเรา InfoStory จะขอเพื่อน ๆ ออกไปส่องโลกของ “ไวน์ร้อน” กับภาพอินโฟกราฟิกสุดสบายตากันเหมือนเดิม

ไปรับชมกันได้เลย !

—------------------

สำหรับเพื่อน ๆ ที่อยากอ่านเพิ่มเติม เชิญทางนี้ได้เลยจ้า

เดิมทีการทำไวน์ร้อน เชื่อกันว่าเป็นการนำไวน์ที่เหลือหรือกำลังเสื่อมคุณภาพ มาต้มและผสมกับเครื่องเทศชนิดต่างๆ อาจกล่าวได้ว่า จนกลายเป็นอีกวิธีที่จะใช้ประโยชน์ของไวน์ได้อย่างดีที่สุด (ต้องบอกว่าคุ้มที่สุดจะดีกว่าเนอะ)

แต่ในปัจจุบันการดื่มเมนูไวน์ร้อน ไม่ได้ดื่มเพราะต้องการนำไวน์ที่เหลือมาใช้ประโยชน์เพื่อความคุ้มแบบนั้นแล้ว

เพราะว่ามันคือ รสชาติของความอร่อย ความรู้สึกสนุก (Festive) และยังช่วยคลายความเย็น ในฤดูหนาว โดยเฉพาะของทางฝั่งยุโรปและสแกนดิเนเวีย (จริง ๆ ที่แคนาดาก็นิยมดื่มกันเยอะนะ)

แล้วเพื่อน ๆ ทราบไหมว่า “ไวน์ร้อน” มันมีต้นกำเนิดมายาวนานกว่า 2,000 ปีแล้วนะ !

(ไม่ใช่เมนูประยุกต์สมัยใหม่แบบที่เราเข้าใจ)

ว่ากันว่า ไวน์ร้อนหรือไวน์อุ่น (Mulled Wine) คือ ไวน์แดงต้มผสมน้ำตาลและเครื่องเทศ ที่ถูกคิดค้นโดยชาวโรมันในศตวรรษที่ 2 ที่ต้องการดื่มเพื่อคลายความหนาวและเป็นที่นิยมในหมู่ชนชั้นสูง

แต่ในสมัยนั้นชาวโรมันจะเรียกเครื่องดื่มนี้ว่า “Conditum Paradoxum” ขอสารภาพตรง ๆ ว่าพวกเราไม่มั่นใจว่าจะแปลชื่อนี้ออกมาอย่างไร

เอาเป็นว่ามันก็คือไวน์ร้อนในแบบฉบับดั้งเดิม ที่มีไวน์แดงผสมน้ำผึ้งต้มกับเครื่องเทศ (เช่น พริกไทยใบกระวานและหญ้าฝรั่น)

กล่าวคือ ทั้งไวน์องุ่นและเครื่องเทศเหล่านี้ เป็นวัตถุดิบที่ค้าขายกันผ่านเส้นทางสายไหม (Silk Road) จากอนุทวีปอินเดีย อาหรับจนไปถึงจีน

ซึ่งพอวัตถุดิบเหล่านี้มาผสมต้มรวมกันกับไวน์ ก็ทำให้เกิดความอร่อยเพลิดเพลิน และยังเป็นเครื่องดื่มคลายความหนาวเย็นได้ดี นั่นเอง

ต่อมาในช่วงศตวรรษที่ 12 เมนูไวน์ต้มนี้ ก็ยังคงได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง

ซึ่งชาวฝรั่งเศสและชาวสเปน ก็จะเรียกเมนูนี้ว่า “Spicy Wine” (ซึ่งยังไม่ได้เรียกว่าไวน์ร้อนหรือ mulled wine นะ)

จนกระทั่งในช่วงศตวรรษที่ 13 พระเจ้าเฮนรีที่ 3 แห่งอังกฤษ (Henry III of England) ได้เดินทางไปยังเมืองมงเปอลีเยร์ (Montpellier) ที่ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของประเทศฝรั่งเศส

แน่นอนว่าพระองค์ได้ชิมเมนูไวน์ใส่เครื่องเทศที่มีรสเผ็ดหวาน แถมยังมีความอุ่นอีกด้วย แตกต่างจากไวน์ธรรมดาทั่วไป พระองค์จึงถูกใจและได้นำสูตรการทำ กลับมาที่อังกฤษ

ตรงจุดนี้เลยเชื่อกันว่า คำว่าไวน์ร้อน/ไวน์อุ่น (Mulled Wine) น่าจะถูกเรียกโดยชาวอังกฤษมาตั้งแต่ตอนนี้

ก่อนที่เมนูไวน์ร้อนเนี่ย จะเริ่มเป็นเครื่องดื่มประจำเทศกาลคริสต์มาสและเทศกาลฉลองขึ้นปีใหม่ ในช่วงศตวรรษที่ 15 โดยค่อย ๆ แพร่หลายจากชาวเยอรมันไปจนถึงชาวสวีเดน

(ว่ากันว่าเริ่มเผยแพร่จากกลุ่มชนชั้นสูง ยกตัวอย่างเช่น กุสตาฟที่ 1 แห่งสวีเดนที่ไปชิมแล้วเกิดติดใจ หรือ

ยอห์นที่ 4 เคานต์แห่งอาร์มัคของฝรั่งเศสที่ได้นำเมนูไวน์ร้อนนี้ ไปเผยแพร่กับชนชั้นสูงชาวเยอรมัน)

—-------------------

แล้วเพื่อน ๆ ทราบไหมว่าเมนู “ไวน์ร้อน” ก็ยังเป็นเครื่องดื่มที่สะท้อนวัฒนธรรม (โดยเฉพาะการกิน) ของแต่ละประเทศได้ดีอีกด้วยนะ

เรื่องนี้พวกเราอาจต้องขอย้อนกลับไปในช่วงสมัยโรมันโบราณก่อนเลย ตั้งแต่โน้นเลยสมัยปี ค.ศ. 1420 ที่เครื่องดื่มไวน์ร้อน/ไวน์อุ่น กำลังเป็นที่นิยมในหมู่ชนชั้นสูง

สาเหตุที่เจ้าไวน์ร้อนนิยมในชนชั้นสูงอย่างพวกขุนนาง ก็เพราะว่าคนสมัยนั้น เขาจะนิยมหมักไวน์ลงในลังไม้ที่เคลือบด้วยทองคำ โดยจะผสมกับเครื่องเทศพิเศษต่างๆ เช่น อบเชย, กานพลู, วานิลลา หรือแม้แต่กัญชา ก็นับส่าเป็นส่วนผสมพิเศษอีกด้วยนะ

(ไม่นับเรื่องลังไม้ทองคำ แน่นอนว่าเครื่องเทศเอง มันก็แสดงเรื่องของฐานะและชนชั้นได้อยู่)

แต่ว่าในปัจจุบัน การดื่มไวน์ร้อนอาจไม่ได้แสดงถึงสถานะทางสังคมแบบในสมัยก่อน

ด้วยคอนเซปต์ของเครื่องดื่มที่ง่ายแสนง่าย คือ ไวน์แดงต้มกับเครื่องเทศท้องถิ่น

พูดง่าย ๆ ก็คือ ทำง่าย ไม่มีกฎเกณฑ์อะไรเยอะและมีราคาถูก

เจ้าเมนูไวน์ร้อน ก็เลยจะออกมาอยู่ในรูปแบบของวิถีชีวิตหรือผลผลิตท้องถิ่นในแต่ละประเทศแทน

ยกตัวอย่างเช่น

- ทวีปอเมริกาใต้จะเรียกเครื่องดื่มนี้ว่า นาเวกาโด(Navegado) โดยจะมีส่วนผสมอื่นที่เพิ่มเข้ามาจากสูตรหลักได้แก่ ถั่วอัลมอนด์ กับลูกเกด

- สเปนและโปรตุเกส ที่นิยมรสชาติออกหวานผสมเผ็ดร้อน ก็จะมีการเติมเหล้าหวานอย่างเช่น Sweet Madeira เพิ่มเข้าไป และเรียกเมนูไวน์ร้อนนี้ว่า “Vino Caliente” / “Vinho Quente”

แต่ไม่ว่าจะเป็นสูตรของประเทศไหนก็ตาม ทุกที่ต่างก็มีรากฐานของสูตรหลักการผสมแบบเดียวกันทั้งนั้นละเนอะ ขอแค่เป็นไวน์แดงต้มอุ่น ๆ กับน้ำตาลและเครื่องเทศ ก็เป็นพอ (หรือบางที่อาจมีผสมไวน์ขาวอย่างเช่น Glühwein ที่อาจผสมไวน์ขาวรีสลิ่งเข้าไป)

ก็พอหอมปากหอมคอกันไปเช่นเคย

งั้นพวกเราขอตัวไปเตรียมวัตถุดิบสำหรับต้มไวน์ร้อนฉลองปีใหม่ก่อนดีกว่า !

ขอให้เพื่อน ๆ พักผ่อนให้เต็มที่กันในวันหยุดสิ้นปี

ท่านไหนที่กำลังออกเดินทางไปต่างจังหวัดหรือต่างประเทศ พวกเราก็ขอให้เดินทางปลอดภัยนะคร้าบ :):)

#ไวน์ร้อน

#InfoStory

แหล่งอ้างอิงเพิ่มเติม

https://www.aveine.paris/.../the-mulled-wine-origins-and.../

https://happykitchen.rocks/german-mulled-wine-gluhwein/

https://vinepair.com/.../8-delicious-mulled-wine-recipes.../

https://www.forbes.com/.../mulled-wine-ideas-from.../...

https://www.vintageroots.co.uk/best-mulled-wine-recipes.../

https://en.wikipedia.org/wiki/Mulled_wine

https://th.wine-now.asia/blog/what-is-mulled-wine.html