“ตะเกียบ” เรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในอุปกรณ์ทานอาหารสามัญประจำบ้าน ที่ต้องมีไว้นอกจากช้อนส้อมหรือมีด
ในครัวของพวกเราเอง ก็มีตะเกียบอยู่หลากหลายแบบเหมือนกัน

ซึ่งส่วนใหญ่จะได้จากการซื้อมาสะสมไว้จากการท่องเที่ยวมาในแต่ละประเทศ
เอ้อ ! ดูไปดูมาเนี่ย ส่วนใหญ่ก็จะเป็นตะเกียบที่มาจากวัฒนธรรมมการทานของชาวเอเชียเสียมากกว่า (เพราะแน่นอนว่า เราคงไม่นิยมนำตะเกียบไปทานกับพาสต้า/สปาเก็ตตี้ กันเท่าไรเนอะ
ว่าแต่ ตะเกียบ ที่พวกเราคุ้นหูคุ้นตากัน จะมีอะไรบ้าง ?
แล้วมาจากประเทศไหนกันบ้างนะ ?
วันนี้พวกเรา InfoStory จะขอพาเพื่อน ๆ ไปรับชมในภาพอินโฟกราฟิกสุดสบายตา กันได้เลย !
---------
สำหรับเพื่อน ๆ ที่อยากอ่านเรื่องราวของตะเกียบเพิ่มเติม ก็เชิญทางนี้ได้เลยย
เพื่อน ๆ ทราบไหมว่า เจ้าตะเกียบที่เราใช้ทานอาหารกันอย่างเพลิดเพลินเนี่ย
ถูกค้นพบมาตั้งแต่เมื่อไหร่ ? แล้วชาติไหนเป็นผู้ค้นพบละ ?
คำตอบตามที่เราอ่านจากบันทึก คือ ตะเกียบถูกค้นพบเมื่อสมัย 3,700 ปีก่อนหน้านี้ ในช่วงราชวงศ์ชางของประเทศจีน
(ซึ่งการค้นพบนี้ ได้ถูกบันทึกไว้ในยุคของราชวงศ์ถัง แล้วสืบทอดประวัติกันต่อมาเรื่อย ๆ
แต่ว่ากันว่า การใช้ตะเกียบเพื่อคีบสิ่งของหรืออาหารเนี่ย เริ่มมีอารยธรรมการใช้งานมาตั้งแต่ 5,000 ปีก่อนแล้วละนะ)
หลังจากนั้นในช่วงปี ค.ศ. 500 “ตะเกียบ” ก็เริ่มเป็นอุปกรณ์สำหรับทานอาหารของชนชาติเอเชียกันต่อมา โดยเริ่มเผยแพร่เข้ามายังประเทศญี่ปุ่น เวียดนามและเกาหลี (ซึ่งก็ว่ากันว่าเผยแพร่โดยชาวจีนและกลุ่มนักบวช)
ซึ่งเริ่มแรกเลย วัสดุที่นิยมนำมาทำตะเกียบที่ก็คือไม้จากไม้ไผ่นี่ละ
แต่ว่าเพื่อน ๆ ทราบไหมว่านอกจากไม้ไผ่แล้ว ตะเกียบของชาวจีนแบบดั้งเดิมเนี่ย เขาทำมาจากทองแดง(สัมฤทธิ์) เพราะว่ามีความทนทานต่อการใช้งาน และทนความร้อนได้ดีอีกด้วย
เพียงแต่ว่า การนำไม้ไผ่มาทำตะเกียบจะเข้าถึงได้ง่ายสำหรับชาติอื่น ๆ ในยุคนั้นเสียมากกว่า
---
ซึ่งแน่นอนว่า พอผ่านเรื่องราวต่าง ๆ ทางวัฒนธรรมของแต่ละชาติที่กล่าวมา
ตะเกียบแบบจีนเนี่ย ก็ได้ถูกพัฒนาให้มีลักษณะที่แตกต่างกันออกไป (แต่จุดประสงค์ยังคงเหมือนเดิมเนอะ)
ยกตัวอย่างเช่น
เรื่องราวการเริ่มต้นใช้ตะเกียบเงิน ของชาวเกาหลี ที่มีต้นกำเนิดในช่วงศตวรรษที่ 7 ที่ในขณะนั้นเชื้อพระวงศ์ของชาวเกาหลี มักจะโดนลอบปลงพระชนม์ด้วยการวางยาพิษหรือสารหนูในอาหาจากไส้ศึกหรือศัตรู
ชาวเกาหลีจึงได้เริ่มลองใช้ตะเกียบที่ทำจากโลหะเงินจะช่วยป้องกันพิษจากสารหนูได้ หรืออย่างน้อย หากว่าอาหารนั้นมีการวางยาพิษ ก็จะสามารถสังเกตได้จากตะเกียบเงินที่จะกลายเป็นสีดำก่อนนั่นเอง
จนต่อมา เรื่องราวของการใช้ตะเกียบเงินจึงกลายเป็นอุปกรณ์การทานสามัญประจำบ้านไป นั่นเอง
หรือแม้กระทั่งวัฒนธรรมการใช้ตะเกียบของชาวญี่ปุ่นในสมัยก่อน ที่กล่าวว่า หากผู้ชายใช้ตะเกียบ จะต้องใช้ตะเกียบที่มีความยาว 8 นิ้ว ในขณะที่ผู้หญิงต้องใช้ตะเกียบที่สั้นกว่าหรือขนาด 7 นิ้ว (คาดว่าสมัยนี้คงไม่มีธรรมเนียมอะไรแบบนี้แล้วเนอะ)
---
จนมาถึงในยุคสมัยใหม่เนี่ย “ตะเกียบ” ก็อาจจะไม่ได้เป็นเพียงแค่อุปกรณ์ทานอาหาร ในแบบสมัยแรกเริ่ม
แต่ว่าตะเกียบเอง ก็อาจจะเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมและมารยาท สำหรับชนชาตินั้น ๆ ไปด้วยเช่นกัน
ยกตัวอย่างเช่น มารยาทการใช้ตะเกียบ(หรืออาจเรียกว่าสิ่งที่ไม่ควรทำ) สำหรับชาวญี่ปุ่น
- ไม่ควรใช้ตะเกียบจิ้มลงไปในอาหาร
- ไม่ควรปักตะเกียบลงบนกลางถ้วยข้าว (เหมือนของชาวจีน)
- ห้ามใช้ตะเกียบรับต่อของที่ผู้ร่วมทานอาหารคีบมาให้
- ห้ามใช้ตะเกียบลากจานที่อยู่ไกลมือเอื้อมให้มาใกล้ (อันนี้สารภาพว่าตอนไปทานข้าวกับเพื่อนสนิท ก็แอบทำบ่อย T^T)
- ไม่ควรนำตะเกียบวางพาดไว้บนจานหรือชาม หากทานอาหารเสร็จแล้วก็นำตะเกียบวางไว้ที่วางตะเกียบหรือด้านข้างแทน ข้อนี้ควรจะระวังเป็นพิเศษเพราะธรรมเนียมของบ้านเราถือเป็นเรื่องปกติจริงๆ แต่สำหรับญี่ปุ่นนั้นไม่ได้เลย
หรือว่า มารยาทที่ควรระวังขณะใช้ตะเกียบของชาวจีน ยกตัวอย่างเช่น
- ห้ามวางตะเกียบเปะปะ จะต้องวางให้เป็นระเบียบเสมอกันทั้งคู่
- ห้ามใช้ตะเกียบชี้หน้าผู้อื่น
- ห้าม อม ดูด หรือ เลียตะเกียบ (ขอสารภาพว่าตอนอยู่บ้านแอบทำบ่อยมาก บางทีเพลินกับอาหารจริง ๆ แห่ะ ๆ)
- ห้ามใช้ตะเกียบเคาะถ้วยชาม
- ห้ามใช้ตะเกียบข้างเดียวเสียบแทงลงในอาหารและห้ามปักตะเกียบไว้ในชามข้าว (ตรงนี้เราเองก็ถูกคุณพ่อตำหนิบ่อย ๆ เมื่อตอนเป็นเด็ก)
เผลอ ๆ มารยาทในการใช้ตะเกียบบนโต๊ะอาหารเนี่ย ก็ทำให้เราสามารถพิจารณาความน่าเชื่อถือของบุคคลใดด บุคคลหนึ่งได้อีกด้วยนะ โดยเฉพาะการรับประทานอาหารสำหรับการเจรจาธุรกิจ
ซึ่งรายละเอียดเล็กน้อย ๆ ที่เรามองข้ามไป อาจเป็นจุดสำคัญในบางเหตุการณ์ก็เป็นได้นะ รู้ไว้ใช่ว่าก็จะดีกว่า แห่ะ ๆ (จากประสบการณ์ตรงของพวกเราอีกเช่นกัน เพราะเคยแอบพลาดมาแล้วเด้อ)
พอหอมปากหอมคอไปกับสารถสบายสมองกับพวกเราเช่นเคย
ช่วงนี้ดูเหมือนว่าโควิดสายพันธุ์ใหม่กำลังเพิ่มความกังวลให้กับการใช้ชีวิตของผู้คนทั้งโลกซะแล้ว ดันเป็นช่วงไฮซีซั่นของการท่องเที่ยวพอดี พวกเราก็ขอให้เพื่อน ๆ ท่องเที่ยวด้วยความระมัดระวังและรักษาสุขภาพกันทุกคนด้วยนะคร้าบบ :):)
#ตะเกียบ
#InfoStory
แหล่งอ้างอิงเพิ่มเติม
https://www.history.com/news/a-brief-history-of-chopsticks
https://ltl-school.com/chinese-chopsticks/
https://www.smithsonianmag.com/.../the-history-of.../
https://www.bestchopsticks.com/different-types-of.../
https://www.culturally.co/.../3-types-of-chopsticks-and...



