อยากรู้เรื่องอะไร?

Search

5 กลยุทธ์จิตวิทยาแบบง่าย ๆ ที่ “Disney+” ทำให้เราอยากรับชม

5 กลยุทธ์จิตวิทยาแบบง่าย ๆ ที่ “Disney+” ทำให้เราอยากรับชม

ช่วงนี้พวกเราสารภาพว่า กำลังสนุกกับการใช้แอปสตรีมมิ่ง “ […]

ช่วงนี้พวกเราสารภาพว่า กำลังสนุกกับการใช้แอปสตรีมมิ่ง “Disney+ Hotstar” แบบเพลินใจเลย

คือ อย่างน้อยต้องจัดชมสัก วันละ 1 เรื่อง หรือไม่ก็ ซีรี่ส์สัก 1-2 ตอน ละ

5 กลยุทธ์จิตวิทยาแบบง่าย ๆ ที่ “Disney+” ทำให้เราอยากรับชม

(จะเรียกว่าเห่อไหม ก็ไม่เชิงนะ แต่ก็เป็นช่วงที่รู้สึกตื่นเต้น และใช้เวลาไปมากกว่า Netflix)

ก็เลยได้มีโอกาสมานั่งคิดเล่น ๆ ว่า

เอ้อ ! เจ้าแอป Disney+ Hotstar นี้ มันเล่นกับจิตใจหรือกระตุ้นความอยากของเรายังไงบ้างนะ ?

ก็ต้องบอกเลยว่า สิ่งเหล่านี้ ส่วนใหญ่แล้วก็จะเป็นกลยุทธ์แนวจิตวิทยาการตลาด

ซึ่งไหน ๆ พวกเรา InfoStory ก็ไปนั่งหาคำตอบและพอจะย่อยเป็นตัวอย่างที่น่าสนใจ และจะหยิบยกตัวอย่างที่ง่าย ๆ สั้น ๆ ออกมาให้เพื่อน ๆ ได้อ่านกันเพลิน ๆ

ปล. พวกเราขออนุญาตเรียกแอป Disney+ Hotstar ในชื่อของ “Disney+” สั้น ๆ แทนนะ

--------------------------------------------------

มาเริ่มกันที่…

กลยุทธ์ที่ 1 Idleness Aversion หรือ การสร้างความตื่นตาตื่นใจ เพื่อดึงดูดความสนใจจากเรา แม้เรากำลังยุ่งมาก ๆ อยู่ก็ตาม

Idleness Aversion คือ วิธีที่ผู้คนถูกลากเข้าไปอยู่ในภาวะความยุ่ง เพื่อให้ตัวเองใช้เวลาอย่างคุ้มค่าและมีประสิทธิภาพมากที่สุด หรือ ที่เรามักจะรู้จักในชื่อของ ผู้ที่ชื่นชอบในการเสพติดความยุ่ง

คือ คนที่ชอบทำให้ตัวเองยุ่งอยู่ตลอดเวลา หรือ เขาอาจจะยุ่งจริง ๆ จากภาระหน้าที่การงาน

แต่อย่างไรก็ดี Disney+ หรือสตรีมมิ่งเจ้าอื่น ๆ เองก็เข้าใจตรงจุดนี้

สิ่งที่พวกเขาทำได้ เพื่อที่จะดึงความสนใจจากผู้บริโภคสื่อ

(ว่าแบบ เธอหยุดทำงาน หยุดความยุ่ง แล้วจงมาดูชั้นเดี๋ยวนี้ !)

ก็คงไม่ต่างอะไรจาก Netflix คือ การทำ User Interface ให้มีความน่าสนใจ

จัดวางเรียงซีรี่ส์ ในที่ที่มันควรจะอยู่ หรือ การที่ทำ Short Trailer แล้วให้เจ้า Trailer นี้มันฉายตัวอย่างเป็นระยะเวลาสั้น ๆ เพียงแค่เราแค่เอาเมาส์ หรือ รีโมทกดลากผ่านภาพยนตร์เรื่องนั้น ๆ

หรือ อาจจะเป็นแบบ จากรูมเมทหรือคนใกล้ตัวเรา ที่กำลังเปิดแอปเพื่อหาเรื่องราวดูอยู่ก็เป็นได้

ทีนี้ เจ้า Trailer มันก็จะทำการฉาย และถึงเม้จะเป็นระยะเวลาสั้น ๆ แต่บางทีความน่าตื่นตาตื่นใจของการนำเสนอใน Trailer อาจดึงความสนใจเรา ออกมาจากสิ่งที่ยุ่งอยู่แล้ว ก็เป็นได้นะ

แต่ด้วยความที่เป็นคนในรูปแบบ Idleness Aversion ก็คือ ถ้าชีวิตจะไม่ยุ่งแล้วจะไม่พอใจ และถ้าเราจะเสียเวลากับอะไรไปแล้ว สิ่งนั้นต้องคุ้มค่าเป็นที่สุด

แน่นอนว่า ผลการทดลอง A/B Test ในเรื่องนี้ มันก็ให้ผลตอบรับที่ดี กับ แอปสตรีมมิ่งรุ่นพี่อย่าง Netflix

แล้วมีเหรอ ที่ Disney+ จะไม่ทำบ้างละ 🙂

--------------------------------------------------

กลยุทธ์ที่ 2 การแก้ปัญหา Choice Overload Effect ทำให้คนรู้สึกว่า เข้าถึงง่าย ไม่ยุ่งยาก

Choice Overload Effect อธิบายง่าย ๆ ก็คือ “ยิ่งมีตัวเลือกให้เลือกเยอะ ลูกค้าก็ยิ่งไม่อยากเลือก”

คือ เรามีจะเกิดความรู้สึกขัดแย้งในการที่มีตัวเลือกที่เยอะ จนตัดสินใจเลือกไม่ถูก ผลสุดท้ายก็คือ ไม่เลือกดูมันละกัน หรือที่เรารู้จักกันในชื่อของ “Paradox of Choice” นั่นเอง

ทีนี้ จากที่เราได้สังเกตการใช้งานของตัวเองในแอป Disney+

ก็พบว่า ตัว User Interface และการจัดหมวดหมู่ของแอป มันช่วยในการลดตัวเลือกที่ไม่จำเป็น ซึงทำให้เรารู้สึกอยากที่จะตัดสินใจเลือกดูได้ง่ายขึ้น

ยกตัวอย่างก็เช่น เวลาที่เราสับสนว่าจะดูเรื่องอะไรดี เยอะแยะหลากหลายค่ายเต็มไปหมด

มันจะมี Tab กลางที่ชื่อว่า “Disney+” อยู่เนอะ พอกดมาแล้ว เราจะเจอการแบ่งขัดหมวดหมู่ เป็น 5 หมวดตามค่ายผู้ผลิตอย่างสวยงาม เช่น “Disney”, “Star Wars”, “Marvel”

แบบนี้ก็ทำให้การดูเลือก เป็นไปได้ง่ายขึ้นเยอะเลย

(ที่เราค่อนข้างชอบก็คือ หมวด National Geographic เพราะบางทีอารมณ์มันอยากดูสารดคีน่ะนะ)

--------------------------------------------------

กลยุทธ์ที่ 3 Mere Exposure Effect การเล่นกับความรู้สึกอยากที่เกิดมาจาก การได้ยินหรือได้รับรู้บ่อย ๆ

Mere Exposure Effect คือ การที่เรารู้สึกดีหรือรู้สึกชอบบางสิ่งบางอย่าง เพียงเพราะได้เจอหรือการได้ยินบ่อยๆ ทั้งที่ในตอนแรกนะ เราก็รู้สึกเฉยๆกับสิ่งนั้น

ความรู้สึกอยากรู้อยากเห็น จนไปถึงความชอบเนี่ย มันก็พัฒนามาจาก คือ ความคุ้นเคยกับสิ่งนั้น โดยเกิดขึ้นจากวิวัฒนาการของมนุษย์ เมื่อมนุษย์รู้สึกคุ้นเคยกับสิ่งใดและเห็นสิ่งนั้นบ่อยๆ ก็จะรับรู้ว่าสิ่งนั้นไม่เป็นอันตราย รู้สึกว่าปลอดภัยและมีแนวโน้มที่จะรู้สึกดีกับสิ่งนั้นมากขึ้น

อย่างเช่น การเข้ามาของ Disney+ แค่ตอนที่กำลังจะเข้ามาเปิดให้บริการในไทย (ผ่าน Hotstar)

แล้วมีคนมารีวิว พูดถึงความอยากชมหรือการรอคอยต่าง ๆ

หรือแม้กระทั่ง การรีวิวถึงความตื่นเต้น จากผู้ใช้งาน ที่เคยรับชมจากประเทศอื่นมาก่อนแล้ว ก็ตาม

สิ่งเหล่านี้มันทำให้เราคุ้นชินไปเองโดยอัตโนมัติ จนเริ่มจะรู้สึกอยากรู้อยากเห็น และเผลอ ๆ ก็อาจจะชอบไปโดยไม่รู้ตัว

ชวนอ่านเพิ่มเติม -  Thank you so much 15,000 followers

(ส่วนตัวเราว่า กรณีของ Disney มันจะง่ายหน่อย ตรงที่เขามีชื่อเสียงอยู่แล้ว หลายเรื่อง ๆ เช่น Disney Princess หรือ Marvels มันเติบโตมากับเรา ซึ่ง Disney เองก็ไม่ใช่แบรนด์โนเนม ที่เราจะไม่รู้จัก และอาจไม่เปิดใจรับ ก็เป็นได้เนอะ…)

อีกส่วนหนึ่งที่เราว่า มีความเกี่ยวข้องกับ Mere Exposure Effect หากเราพูดถึงความหมายทางอ้อม

ก็คือ พอเราเริ่มคุ้นชินกับการใช้งานแล้ว เราติดใจกับการเสพคอนเทนต์ และเราก็เสพมันซ้ำ ๆ อย่างนั้น เราก็จะเกิดประสบการณ์และความทรงจำที่ดี (ที่มันวนลูปจากความเคยชิน) นั่นเอง

(อาจจะคล้าย ๆ กับหนึ่งวิธีที่ทำให้เรารู้สึกเข้าถึงง่าย คล้าย ๆ กับ การลดปัญหา Choice Overload Effect)

--------------------------------------------------

กลยุทธ์ที่ 4 การนำ Simplicity Theory ที่ว่าด้วยการทำเรื่องราวให้ดูง่ายและน่าจดจำ

การเน้นการเล่าเรื่องที่ง่ายๆมากกว่าอะไรที่ซับซ้อน

เพราะว่าบางทีผู้บริโภคก็ต้องการหาอะไรรับชม เพื่อความผ่อนคลาย

ยกตัวอย่างเช่น ซีรีส์สารคดี ที่ผู้คนน่าจะมีการพูดถึงน้อยที่สุด แต่ก็มีความโดดเด่นนะ

เพราะเรามองว่าซีรี่ส์สารคดีที่เป็น Disney+ Original มันก็จะมีความเรียบง่าย และ ความชัดเจนเลย

เช่น สารคดีปลาวาฬ (Secret of Whales), เรื่องราวของ Elizabeth ที่ 2 (Being the queen)

รวมถึงวิธีการเล่าเรื่องและนำเสนอสารคดี ก็ทำออกมาให้อยู่ในรูปแบบที่เข้าใจง่าย มีการอธิบายชัดเจน

(แต่เราว่าในมุมของสารคดีเนี่ย Netflix เอง ก็ทำได้ดีไม่แพ้กันเลยละ เพียงแต่บางเรื่องจะยาวและซับซ้อนกว่า)

--------------------------------------------------

กลยุทธ์ที่ 5 Picture Superiority Effect กับการนำเสนอคอนเทนต์อย่างทรงพลังของค่าย Disney

Picture Superiority Effect หรือ ปรากฎการณ์ที่ผู้คนจะจดจำเรื่องราวต่าง ๆ ได้ดีจากภาพมากกว่าข้อความ หรือ การเล่าเรื่องด้วยเสียง

จุดนี้ถือว่าเข้าทาง Disney เต็ม ๆ เลยละ

โดยเฉพาะซีรี่ส์ของ Marvel ที่พยายามใส่ใจในทุกรายละเอียดของการเล่าเรื่อง ภาพ และ เอฟเฟค ต่าง ๆ ที่ทำออกมาได้จนน่าจดจำและนำไปพูดถึงต่อ

(อย่างตอนนี้ เราก็จดจำคำว่า “จะเอ๋ ! จาก มิสมินิท ของ Loki ไปซะแล้ว)

และด้วย Picture Superiority Effect แบบนี้เอง

ทำให้เราเกิดความอยากดูในทุก ๆ เรื่อง ที่อยู่บนแพลตฟอร์มนี้ เพราะกลายเป็นว่า เราจดจำภาพดีดี ในการเล่าเรื่องไปแล้วว่า สตรีมมิ่งค่ายนี้ จะผลิตหนังและเลือกเรื่องราว ที่ไม่ว่าจะเป็นเรื่องไหน ๆ ก็จะเข้าใจง่ายและน่าจดจำ

(ถึงแม้ว่าเรื่อง Loki จะค่อนข้างซับซ้อนนิดนึง แต่ด้วยภาพ นักแสดงและเอฟเฟคที่มีสเน่ห์ มันก็ทำให้เราติดไปโดยไม่รู้ตัว)

--------------------------------------------------

ก็พอหอมปากหอมคอกันไปเช่นเคย

เราคิดว่า อาจมีเพื่อน ๆ หลายท่าน

ก็คงเริ่มคิดว่า เอ้อ ! จริง ๆ แล้ว ความรู้สึกเหล่านี้มันก็ไม่ต่างอะไรกับตอนดู Netflix เลยนี่นา ?

เราก็อยากจะบอกว่า ใช่จ้า (ฮ่า ๆ เอาตรง ๆ เลย)

แต่ด้วยความที่ตอนนี้ เรากำลังอินกับคอนเทนต์ของดิสนีย์พลัส เลยขอหยิบยกมาเป็นตัวอย่างหลัก ๆ แทนในบทความนี้

(ซึ่งจริง ๆ แล้วก็ยังมีอีกหลายข้อมากเลย ที่ยังไม่ได้พูดถึง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราคาเรื่องเนื้อหาคอนเทนต์)

ซึ่งหลักการจิตวิทยาการตลาดเหล่านี้ เราก็สามารถนำไปปรับใช้กับธุรกิจของเรา ก็ได้เช่นกันนะ

ถ้าหยั่งงั้น วันนี้พวกเรา InfoStory ขออนุญาตจบเรื่องราวสาระสบายสมองไว้ที่ตรงนี้ 🙂

#DisneyPlusHotstar

#InfoStory

แหล่งอ้างอิงเพิ่มเติม

https://experts-blog.com/.../consumer-psychology-and.../...

https://medium.com/.../how-to-make-better-decisions-the...

https://medium.com/.../how-to-persuade-use-the-zeigarnik...

https://www.marketingoops.com/.../experience-like-disney.../