ถ้าเพื่อน ๆ นึกไม่ออกว่าจะหาอะไรเป็นมื้อพิเศษสำหรับวันหยุดสุดสัปดาห์นี้ดี
พวกเรา InfoStory ก็อยากเป็นตัวช่วยแนะนำอาหารอินเดีย ให้เพื่อน ๆ ลองไปส่องดูกัน !

ขอเชิญเพื่อน ๆ ดูภาพสบายตาของเมนูอาหารอินเดียยอดนิยม พร้อมเกร็ดความรู้เบา ๆ กันได้เลย
------------------------------------
สำหรับเพื่อน ๆ ที่อยากอ่านต่อ ก็เชิญกันที่ด้านล่างที่ได้เลยจ้า
ถ้าพูดถึงอาหารอินเดียแล้ว
อาหารจานเด็ดที่หลายคน น่าจะนึกถึงก็คือ แกงกะหรี่อินเดีย
คำว่า แกงกะหรี่ (Curry) เป็นคำที่มีรากฐานมาจากภาษาทมิฬ คือ กาหริ (Kari) ซึ่งหมายถึง ซอสหรือเครื่องปรุงรสสำหรับข้าว (ซึ่งยังไม่ใช้แกงกะหรี่แบบในปัจจุบันนะ)
จนกระทั่งมาถึงเรื่องราวของการบันทึกสูตรอาหารของชาวโปรตุเกสที่อาศัยอยู่ในอินเดีย ในช่วงศตวรรษที่ 17 ซึ่งมีสูตร การิล (Karil) ซึ่งจะเริ่มมีลักษณะเป็นน้ำแกง ใกล้เคียงในปัจจุบัน
ส่วน แกงกะหรี่ (หรือ Curry) อันที่จริงแล้วเนี่ย ได้ถูกเรียกนิยามขึ้นมาจากชาวอังกฤษ ในช่วงปี ค.ศ.1598
(แต่ว่าสูตรแกงกระหรี่ของอังกฤษเริ่มมีมาตอนปี ค.ศ. 1747)
แล้วทำไมแกงกะหรี่อินเดีย ถึงไปอยู่ภายใต้การเรียกชื่อในแบบอังกฤษได้ละ ?
ก็ต้องบอกว่าในช่วงที่อาณานิคมชาวอังกฤษ ได้เข้ามีอำนาจการปกครองเบ็ดเสร็จในอินเดีย
(รวมไปถึงชาวอาณานิคมจากบริษัท British East India ด้วยนะ)
คือต้องบอกว่า ชาวอังกฤษในสมัยก่อนเนี่ย จะเป็นกลุ่มคนที่ไม่เปิดใจให้กับอาหารที่แปลกใหม่
พวกเขาก็จะเคยชินกับการกิน Fish & Chips หรือ พวกสเต็กเนื้อสัตว์กันตามปกติ
แต่พอกลุ่มชาวอาณานิคมที่ต้องมาอาศัยอยู่ที่อินเดีย ดินแดนแห่งเครื่องเทศ ก็จะต้องมีการปรับตัวตามไป
ที่ต้องปรับตัว ก็เพราะว่า
ส่วนใหญ่ชาวอังกฤษเหล่านี้ จะมีบริวารเป็นชาวอินเดีย รวมไปถึง พ่อครัวที่ทำการปรุงอาหารให้ ก็สามารถทำได้แค่เมนูอาหารอินเดีย นั่นเอง
ซึ่งเรื่องราวตรงนี้ ก็เหมือนเป็นการบังคับให้ชาวอังกฤษ เปิดใจกับอาหารอินเดีย ไปในทันที
รู้ไหมว่า ชาวอังกฤษหลายคน ที่ติดใจรสชาติของแกงกะหรี่ หรือ เมนูอาหารอื่นที่มีความโดดเด่นและจัดจ้านของเครื่องเทศอินเดีย ก็ได้กลับไปเปิดร้านอาหารอินเดีย ในประเทศอังกฤษ กันมากมายเลย
โดยร้านอาหารอินเดียแห่งแรกในอังกฤษ ถูกบันทึกไว้ในปี ค.ศ. 1810
ซึ่งในตอนนั้นเนี่ย เมนูร้านอาหารอินเดียของชาวอังกฤษ ก็จะมีไม่เยอะมาก เช่น
- Khichdi ที่เพี้ยนไปเป็น Kedgeree
- Chutnee ที่เพี้ยนไปเป็น Chutney
- Pulao ที่เพี้ยนไปเป็น Pilaf
(ที่ชื่อเริ่มเพี้ยนไป เพราะชาวอังกฤษต้องการปรับให้อยู่ในลักษณะการอ่านและเขียน จนไปถึงการเรียกที่ง่ายในภาษาอังกฤษ)
ซึ่งเมนูโดยส่วนใหญ่จะเน้นเป็นอาหารที่ทานง่าย และ มีข้าวเป็นส่วนประกอบ
แต่ในส่วนเมนูที่มีความหลากหลายทางรสชาติและกลิ่นจากเครื่องเทศ อาทิ แกงประเภทต่าง ๆ
ก็จะถูกคนอังกฤษเหมารวมไปทั้งหมด และเรียกให้เหลือเพียงแค่ “แกงกะหรี่ (Curry)”
เรื่องราวและรสชาติของแกงกะหรี่อินเดียเนี่ย ยังไปถูกปากถูกใจ สมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรีย ถึงขนาดที่ เธอจะต้องมีพ่อครัวส่วนตัวเป็นชาวอินเดีย ที่สามารถปรุงอาหารได้ทุกเมนูในแบบต้นตำรับ เลยทีเดียว
---------------------------
มีอีกเรื่องเล่าหนึ่ง เกี่ยวกับเรื่องของการเปิดใจทานอาหารอินเดีย ของชาวอังกฤษ
รวมถึงที่มาของชื่อ แกงกะหรี่ (Curry)
(แต่เรื่องราวนี้ ก็อาจจะต้องฟังหู ไว้หูละกันนะ เป็นแบบ รู้ไว้ใช่ว่า แทน)
เรื่องราวตำนานนี้ เกิดขึ้นในช่วงศตวรรษที่ 19 จากนายทหารระดับนายพล ที่ทำงานให้กับบริษัท British East India ที่มีนามว่า “Sir George Curry”
โอโห…. แค่ชื่อ ก็เดากันได้เลยใช่ไหมละ
ว่ากันว่า Sir George Curry เนี่ย เป็นหนึ่งในชาวอังกฤษที่ชอบทานอาหารอินเดียที่มีรสจัดจ้านเอาเสียมาก ๆ
นายพลผู้นี้ ชอบทานมาก จนหลาย ๆ ครั้ง เขาได้บังคับให้ผู้ที่อยู่ใต้บังคับบัญชา หันมาทานอาหารท้องถิ่นอินเดีย
(แน่นอนว่า เรื่องอะไรก็ตาม ที่มีการ “บังคับ” ก็จะเกิดการ ต่อต้าน)
แต่เนื่องจากความบังคับแบบเด็ดขาดของ พี่จอร์จ เคอร์รี จึงทำให้ นายทหารที่อยู่ใต้บังคับบัญชา ที่ต่อต้านการทานอาหารอินเดีย ต้องพบกับความหิวโหย
เพราะถ้าไม่ยอมทานอาหารอินเดีย งั้นก็ไม่ต้องทาน !
จึงทำให้นายทหารหลายคน อดทนหิวไม่ไหว จึงต้องยอมทานอาหารอินเดีย
และ กลายเป็นว่า พอพวกเขาได้เริ่มเปิดใจ จึงได้พบกับความอร่อยจัดจ้าน ที่แท้จริง
พอเริ่มหมดวาระประจำการ จึงทำให้ชาวอาณานิคมที่กลับมายังประเทศบ้านเกิด ได้เปิดธุรกิจร้านอาหารอินเดีย ซึ่งมาจากความชอบของตัวเอง นั่นเอง
ส่วนคำว่า “Curry” ที่เป็นชื่อเรียกแกงกะหรี่ (หรือการเหมารวมแกงที่มีเครื่องเทศอินเดียจัดจ้าน) จากตำนานเรื่องนี้ ก็มาจากชื่อของ นายพล “George Curry” นั่นเอง
สำหรับเรื่องราวของแกงกะหรี่
ก็คงต้องบอกได้ว่า หากอาณานิคมชาวอังกฤษเคยปกครองประเทศอินเดียมาก่อน
แต่มองอีกมุมหนึ่ง ชาวอินเดียเอง ก็สามารถพิชิตอังกฤษ ด้วยอิทธิพลด้านการกินของเมนูแกงกะหรี่ และสเน่ห์ของเครื่องเทศ อีกด้วยเหมือนกันนะ
--------------------------
อีกเรื่องหนึ่งที่ไม่พูดถึงก็คงจะไม่ได้ คือ เรื่องราวของเครื่องเทศ นั่นเอง
แต่ถ้าจะให้พูดเรื่องเครื่องเทศเนี่ย
พวกเราจะขอนำเสนอเป็นภาพ Infographic กับ บทความเกี่ยวกับความเป็นมาในตอนต่อไปจะดีกว่า
เพราะเครื่องเทศอินเดีย มีความน่าสนใจมากทุกอันเลย
งั้นวันนี้ พวกเรา InfoStory ขออนุญาตจบสาระความรู้แบบเบาสมองไว้ที่ตรงนี้ก่อน 🙂
#Indianfood
#InfoStory
แหล่งอ้างอิงเพิ่มเติม
- หนังสือ ตำนานอาหารโลก โดยคุณ พลอยแสง เอกญาติ
- สารคดี : BBC Idea - A Brief History of Curry
- สารคดี : Tracing India's Food Journey (ช่อง MyNation)
- สารคดี : BBC Stories - Why local "indian" isn't actually Indian



