เอาง่ายๆเลย Ginger Ale ก็คือเครื่องดื่มน้ำขิง ที่ผ่านกระบวนการหมักกับน้ำตาล จนเกิดแก๊ซคาร์บอนไดออกไซด์ ผสมกับน้ำมะนาว จึงทำให้เกิดรสชาติ เปรี้ยวหวานซ่า อร่อยลงตัว
ในส่วนของข้อมูลในเบื้องต้น

วันนี้พวกเรา InfoStory ก็ขอนำภาพสวยๆด้านล่างนี้ ช่วยพาเพื่อนๆไปเข้าใจกับ Ginger Ale มากขึ้นกัน !
และ สำหรับเพื่อนๆ ที่อยากทราบความเป็นมาเพิ่มเติม ขอเชิญอ่านต่อสั้นๆ ได้เลย
ต้องบอกว่า ที่มาของ Ginger Ale จริงๆแล้ว ว่ากันว่า มีต้นกำเนิดมาจาก Ginger Beer
ทั้งคู่เป็นเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมสำคัญคือ “ขิง” ที่เหมือนกัน
แต่ แตกต่างจากวิธีการหมักธรรมชาติด้วยยีสต์ ซึ่งเป็นจุดสำคัญที่ทำให้เกิด แอลกอฮอล์ ใน Ginger Beer นั่นเอง
Ginger Beer มีต้นกำเนิดมาจาก เครื่องดื่มน้ำขิง หรือ ชาขิง ที่ได้ประโยชน์จากขิง นิยมใช้เป็นยารักษาโรค จำพวกระบบย่อย ท้องและลำใส้ ต่างๆ ตั้งแต่สมัย 500 ปีก่อนคริสตศักราช จากชาวจีน และ ชาวอินเดีย
หลังจากนั้น ชาวอังกฤษที่รักในการดื่มสุรา ก็ได้เริ่มลองนำน้ำขิง ที่ว่านี้ เข้ามาผสม
ผลปรากฎคือ รสชาตินั้น มีความหลากหลาย และ แปลกใหม่มาก
ว่ากันว่า Ginger Beer เป็นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่ยอดนิยมมากๆ ในยุคสมัยวิกตอเรียน(ประมาณปี ค.ศ. 1851) และ ถูกคิดค้นขึ้นในเมืองยอร์กเชียร์ ประเทศอังกฤษ เป็นที่แรก
ต่อมา Ginger Ale ก็ได้ถูกพัฒนามาต่อ ด้วยคอนเซปต์ที่คล้ายคลึงกับ Ginger Beer คือ ต้องการรสสัมผัส และ คุณประโยชน์จากน้ำขิง เพียงแต่ต้องการให้เป็นที่นิยมและดื่มได้ทุกวัยมากกว่า
รสชาติจึงมีความเบาบางลง เน้นความหวานจากน้ำตาล และ ความเปรี้ยวจากมะนาวที่มากขึ้น และ พัฒนาให้ไม่มีแอลกอฮอล์ (จากการหมักด้วยวิธีที่แตกต่างกันออกไป)
ซึ่ง Ginger Ale นี้เอง ได้ถูกอ้างว่า คิดค้นขึ้นโดยศัลยแพทย์ชาวไอริช นามว่า “Thomas Joseph Cantrel” ที่เมือง Belfast (ไอร์แลนด์เหนือ)
หลังจากนั้น Ginger Ale ก็เริ่มเป็นที่นิยมมากขึ้น โดยการพัฒนาครั้งสำคัญคือ “Dry Ginger Ale” ที่ถูกพัฒนาโดย เภสัชกรชาวแคนาดา มีนามว่า “John J. McLaughlin”
โดยแรกเริ่มเดิมทีในปี1890 คุณ McLaughlin เขาเป็นผู้ผลิตน้ำโซดาอยู่แล้ว
และ คุณ McLaughlin ก็เริ่มคิดว่า เขาเริ่มอยากจะสร้างรสชาติให้กับน้ำโซดาของเขา
จนกระทั่งในปี 1907 เขาก็ได้จดสิทธิบัตรกับเครื่องดื่ม Dry Ginger Ale เจ้าแรก กับชื่อที่เราคุ้นเคยอย่าง “Canada Dry Ginger Ale” นั่นเอง
#GingerAle
#InfoStory



