อยากรู้เรื่องอะไร?

Search

สรุปแนวคิด "ฮนจก - Honjok (혼족)" ความงามของการอยู่กับตัวเองของชาวเกาหลีใต้ 🇰🇷 ✨

ถ้าพูดถึงประเทศเกาหลีใต้ 🇰🇷 เรามักจะคุ้ […]

ถ้าพูดถึงประเทศเกาหลีใต้ 🇰🇷

เรามักจะคุ้นเคยกับประเทศเกาหลีใต้ในมุมมองแบบไหนกันบ้างนะ ?

สำหรับพวกเราแล้ว ก็คงจะเป็น

🎥 อุตสาหกรรมสื่อบันเทิงทั้งวงการภาพยนตร์ซีรี่ส์หรือด้านดนตรี (อย่างเช่น Blackpink, BTS, NCT)

ปล. โพสอัลบั้มนี้เราสรุปมาจากหนังสือ “Honjok” ความสุขจากการอยู่กับตัวเอง เขียนโดย ฟรานซี่ ฮีลลีย์ และคริสตัล ทาอิ (ฉบับแปลไทยโดยคุณเขมลักษณ์)

📱 เป็นผู้นำด้านนวัตกรรมเทคโนโลยีที่ไม่ได้น้อยหน้าไปกว่าใครในเอเชีย (อย่างเช่น Samsung, NAVER, Kakao, Hyundai)

💄 เป็นหนึ่งในเจ้าใหญ่แห่งวงการความงามและเครื่องสำอาง (อันนี้ไม่ต้องยกตัวอย่างเลย เพราะชื่อเสียงเค้าดังอยู่แล้วเนอะ)

โอโห เกาหลีใต้เนี่ย เค้าก็มีแต่มุมดีดีและโดดเด่นทั้งนั้นเลย… 🤩

.

แต่ถ้าเรามามองอีกมุมหนึ่ง…

ภายใต้รอยยิ้มและความภาคภูมิใจ ก็อาจแลกมาด้วยความยากลำบากและคราบน้ำตา

สิ่งหนึ่งที่เราว่าเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดความเครียดสำคัญ คือ “วัฒนธรรมที่เร่งรีบที่มีการแข่งขันสูงในทุก ๆ ด้าน” ของชาวเกาหลีใต้ ที่สะท้อนผ่านซีรี่ส์หลายเรื่องหรือเคสของคนวงการบันเทิง ทั้งดราม่าหรือการตั้งใจปลิดชีวิตตัวเอง (ก็คล้าย ๆ กับญี่ปุ่นเลย)

ไหนจะเรื่องของความกดดันและความคาดหวังที่ค่อนข้างสูง

วิถีชีวิตและบรรทัดฐานทางสังคมของเกาหลีใต้ (เช่น ต้องมีการงานที่ดี ต้องแต่งงาน มีทายาทสืบตระกูล) ที่ถูกส่งทอดมาจากรุ่นสู่รุ่น ตั้งแต่รุ่นปู่ย่า มาถึงรุ่นพ่อแม่ยุคเบบี้บูมเมอร์ที่ประสบความสำเร็จกันเยอะแยะ ลงมาจนมาถึงรุ่นลูก Gen ใหม่ ๆ 😰😨

พอพูดถึงเด็กหรือผู้ใหญ่ Gen Y ชาวเกาหลีใต้ลงไปเนี่ย…

จากที่เราเห็นพาดหัวข่าวตามสื่อต่าง ๆ (ทั้งในไทยและตปท.) ก็จะมีการอ้างถึงเรื่องของ “ผู้หญิงเกาหลีมีอัตราการตั้งครรภ์น้อยที่สุดในโลก” ที่มากไปกว่านั้นคือ มันเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ทุกปี…

ชาวเกาหลีหลายครอบครัวก็ไม่อยากที่จะต้องให้ลูกเติบโตมาเพื่อรับภาระทางสังคม รวมไปถึงตัวพวกเขาเองอาจจะไม่ได้รู้สึกเพียบพร้อมสำหรับการมีลูกด้วย 😵

.

[ หลาย ๆ อย่างที่ว่ามานี้จึงกลายเป็นบ่อเกิดของแนวคิด “Honjok (혼족)” ของชาวเกาหลีใต้ในสมัยใหม่ ]

.

"Honjok (혼족)" คือ ปรัชญาการใช้ชีวิตของชาวเกาหลีใต้สมัยใหม่ ที่ว่าด้วยการค้นหาตัวเองและการสะท้อนตัวตน(Self Reflection) การฝึกใช้ชีวิตในแบบที่ตัวเราเองต้องการ

ฮน - Hon (혼) คนเดียว

จก - Jok (족) เผ่า

ฮนจก - Honjok (혼족) เผ่าหนึ่งคน

เกริ่นมาซะยาวเลย

ว่าแต่…แนวคิดที่เน้นอยู่กับแบบสันโดษ (หรืออยู่แบบพึ่งตัวเองให้เป็น)

การฝึกเข้าใจตัวเองมันดีอย่างไร ? แบบไหนที่เรียกว่าสุดโต่งเกินไปนะ ?

แนวคิดแบบฮนจกช่วยให้เราลดละความเครียดและความวุ่นวายของชีวิต ได้อย่างไร ?

งั้นวันนี้พวกเรา MindStory จะขอพาเพื่อน ๆ ไปรู้จักกันแบบพอสังเขปกันเลยดีกว่า !

#Honjok

#ฮนจก #ปรัชญาเกาหลี

#MindStory

#InfoStory

แหล่งอ้างอิงเพิ่มเติม

- หนังสือ Honjok ความสุขจากการอยู่กับตัวเอง เขียนโดย ฟรานซี่ ฮีลลีย์ และคริสตัล ทาอิ (ฉบับแปลไทยโดยคุณเขมลักษณ์)

ปล. โพสอัลบั้มนี้เราสรุปมาจากหนังสือ “Honjok” ความสุขจากการอยู่กับตัวเอง เขียนโดย ฟรานซี่ ฮีลลีย์ และคริสตัล ทาอิ (ฉบับแปลไทยโดยคุณเขมลักษณ์)

ขอบอกว่าเรื่องราวที่พวกเราหยิบมาแชร์กันในโพสนี้ เป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งของหนังสือเล่มนี้นะคร้าบ

แต่ว่าสำหรับเรา เล่มนี้อ่านง่ายเพลินหัว เสริมความคิดบวกได้ดี มีแค่ 152 หน้าเองคร้าบบ เผื่อเพื่อน ๆ ไปหามาอ่านกันต่อจากโพสเรียกน้ำย่อยอันนี้ได้ (เป็น E-book เค้าก็มีนะ)

[ "ฮนจก " (Honjok/혼족) คืออะไร ? 🤔 ]

[ "ฮนจก " (Honjok/혼족) คืออะไร ? 🤔 ]

คำว่า ฮนจก - Honjok (혼족) เป็นสแลงที่ถูกนิยามขึ้นในปี 2017 โดยหนุ่มสาวชาวเกาหลีที่ใช้ Hashtag (#) ในการบรรยายถึงตนเอง

(ต่อไปนี้ในบทความจะขอใช้คำว่า “ฮนจก” สั้น ๆ แทน)
.

ทำไม "ฮนจก" ถึงทำให้เกิดเป็นแนวคิดใหม่ขึ้นมาได้ ?

อย่างที่เราได้เกริ่นไปในภาพแรก ที่ว่าชาวเกาหลีใต้เนี่ย เติบโตมาพร้อม ๆ กับความคาดหวังและความกดดันที่สูง

มันจึงทำให้ชาวเกาหลีใต้สมัยใหม่ “เบื่อหน่าย” กับการเปรียบเทียบทางสังคม
ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของหน้าตา ระดับและผลการศึกษา การงานอาชีพ จนไปถึงการแบ่งชนชั้นทางสังคม

บรรทัดฐานทางสังคมที่มากำหนดชีวิตความเป็นอยู่ของพวกเขา เช่น การแต่งงาน ซื้อบ้าน การมีลูก จึงทำให้เกิดการต่อต้านกระแสค่านิยมหลัก โดยการใช้ชีวิตเพียงลำพังในแบบที่ตนต้องการอย่างมีความสุข จึงเป็นคำนิยามสั้น ๆ ว่า “ฮนจก” หรือเผ่าหนึ่งคน นั่นเองคร้าบ

.

💡 เพื่อน ๆ ทราบไหมว่า ?
เทรนด์ของชาวเกาหลีใต้ที่หันมาใช้แนวคิดแบบฮนจกเนี่ย
หากว่ามีปริมาณที่มากขึ้นเรื่อย ๆ อาจส่งผลกระทบต่อประเทศชาติของเค้าเลยนะ

เพราะมีการคาดการว่า ในปี ค.ศ. 2750 เกาหลีใต้จะประสบกับภาวะ “การสูญพันธ์ตามธรรมชาติ” หากว่าแนวคิด “ฮนจก” มีอิทธิพลกับการใช้ชีวิตในเรื่องของการอยู่คนเดียว ไม่ยอมมีบุตรหลาน เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ในอัตราส่วนที่เท่ากันทุกปี (นับจากปี 2017)

ในเรื่องของการไม่ยอมแต่งงานและมีบุตรเนี่ย เคยมีช่วงหนึ่งที่สังคมเกาหลีใต้มีแฮชแท็กคำว่า #NoMarriage เลยนะ 🥺

.

อ่านมาถึงตรงนี้ เพื่อน ๆ หลายคนอาจรู้สึกหม่นหมองกันเบา ๆ 😥

หลังจากที่พวกเราอ่านหนังสือเล่มนี้ จนจบเล่ม เลยอยากจะขอเตือนเพื่อน ๆ นิดนึงว่า

“อย่าเพิ่งเข้าใจผิดนะ !” ☺️

แนวคิดฮนจกที่ผู้เขียนเค้าต้องการสื่อเนี่ย เค้าไม่ได้บอกให้เราปลีกวิเวกหนีจากสังคมและใช้ชีวิตอย่างโดดเดี่ยวนะ

พวกเราคิดว่า สังคมของพวกเราเองก็เป็นคนละรูปแบบกับของเกาหลีใต้ หากว่าเราปรับใช้ฮนจกแบบต้นฉบับจนสุดโต่งเกินไปเนี่ย อาจไม่ใช่เรื่องดี

(รวมถึงชาวเกาหลีใต้สมัยใหม่ที่เริ่มพัฒนาตัวเองแบบ Balance ได้แล้ว เค้าก็ไม่ได้ปลีกวิเวกฮนจกอะไรกันขนาดนั้นนะ เดี๋ยวในภาพสุดท้าย เราจะมาเล่าว่า เค้าปรับใช้ยังไงกันบ้าง ?)

.

ก็น่าสนใจนะว่า นอกจากการอยู่เพียงลำพังแล้วเนี่ย
หากเราปรับใช้ แนวคิด “ฮนจก” ได้อย่างเหมาะสมแล้วเนี่ย มันช่วยให้ชีวิตเราดีขึ้นได้อย่างไรบ้าง ?

☑ ต้องการอิสรภาพในการใช้ชีวิตตามลำพังได้ ท่ามกลางกระแสของสังคมโลกที่เปลี่ยนอย่างรวดเร็ว

☑ ค้นว่าที่แท้จริงแล้วตัวเรา "เป็นใคร" และ “ต้องการอะไร” ในชีวิต ?

☑ ใช้เป็นเครื่องมือในการเยียวยาจิตใจ และสะท้อนตนเอง
โดยการเมื่อตัดกรอบความคิดทางสังคมออกไปทำความรู้จักตัวเอง ผ่านช่วงเวลา "สันโดษ"

อันที่จริงแล้ว ส่วนตัวพวกเรามองว่าแนวคิดฮนจกเนี่ย อาจจะไม่ได้แตกต่างอะไรไปจากแนวคิดที่นักปัจเจกนิยมหรือเสรีนิยมทั่วโลกเริ่มหันมาเคลื่อนไหวทั่วโลก (อย่างของญี่ปุ่นก็มี “Ohitorisama” ซึ่งคล้ายคลึงกัน)

งั้นเราไปทำความรู้จักเกี่ยวกับแนวคิดฮนจกกันต่อเลยดีกว่า !

🍀🍀🍀🍀🍀🍀🍀🍀🍀🍀🍀🍀🍀

“หากปราศจากความสันโดษอันยิ่งใหญ่ งานสำคัญอย่างยิ่ง ก็ไม่อาจสำเร็จได้เลย”
กล่าวโดย Pablo Picasso

(คัดสำนวนมาจากหนังสือ Honjok ฉบับแปลภาษาไทย)

#ฮนจก #Honjok
#อยู่คนเดียว #ให้มีความสุข
#พอเหมาะ #พอดี

[ มาทำความเข้าใจเรื่องของ "ความเหงา และ "ความสันโดษ" กันสักหน่อย 🥰🤗 ]

[ มาทำความเข้าใจเรื่องของ "ความเหงา และ "ความสันโดษ" กันสักหน่อย 🥰🤗 ]

ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับแนวคิดของฮนจกที่พบเห็นได้บ่อย ๆ คือ กลุ่มคนพวกนี้เป็นคนแปลก ๆ ชอบปลีกตัวออกจากสังคม และต่อต้านกระแสวัฒนธรรมที่ดีงามของประเทศ

แต่ในความจริงแล้ว มันไม่ใช่แบบนั้น…

อาจเรียกได้ว่ามุมมองของ “การอยู่คนเดียว” ต่างคนก็ต่างมุมมองเนอะ
แล้ว “การอยู่คนเดียว” ในแบบฮนจกละ..เป็นยังไง ?

ชวนอ่านเพิ่มเติม -  รู้จัก กฏแห่งความสำเร็จ “ทำน้อย แต่ได้มาก 80:20” ของ Pareto

งั้นเรามาอธิบายความสันโดษหรือการแสวงหาความสุขของการอยู่คนเดียวในแบบฮนจก กันสักหน่อยดีกว่า

.

<< 💡เมื่อความเหงา [ ไม่เท่ากับ ] ความสันโดษ / การอยู่คนเดียว >>

แล้วมันแตกต่างกันยังไงละ ?

เริ่มกันที่นิยามของคำว่า “ความเหงา (Lonely)”
มีใครเคยเหงากันบ้างไหมเอ่ยยย ? (เรายกมือขึ้นละหนึ่ง)

บางครั้งเราก็เหงา อยากหาเพื่อนไปนั่งดริ้งดูบอล ไปกินข้าว ไปวิ่ง ไปดูหนัง
โอย สารพัดอย่าง… หรือบางที เพื่อน ๆ เขานัดกันแล้วเราไปไม่ได้..ก็ได้แต่มองภาพหมู่ แล้วนั่งเหงาแทน 🥲🥲

ความเหงา (Lonely) ในที่นี้ จะหมายถึง “ความเดียวดาย”

เป็นความเดียวดายที่เราไม่ได้ต้องการจะเลือก…🫣

ความเดียวดาย ที่เกิดจากการไม่มีคนอื่นอยู่ด้วยในขณะนั้น
ความเดียวดาย ที่ทำให้เราเกิดความคิดฟุ้งซ่าน จนอึดอัดและไม่มีความสุข

บางคนอาจบอกว่า ฉันไม่ได้เลือกที่จะ "เหงา" 😭
แต่ฉันแค่รู้สึกไม่อยากเจอใคร.. อยากตัดขาดจากโลก จมอยู่กับความคิด (หรือที่เราเรียกว่า “ดิ่ง”)

ถ้าอ้างอิงจากในหนังสือ
ความรู้สึกนึกคิดแบบนี้ ก็จะเรียกว่า… “ความเหงา” อีกเช่นกัน

ความเหงาในระดับนี้มันก็จะมากหน่อย เพราะมันทำให้เรารู้สึกเจ็บปวด ขาดแคลนตัวตน และขาดสัมพันธภาพกับบุคคลอื่น ๆ
ในระยะยาวความเหงาแบบนี้ไม่ได้ส่งผลดีไม่ว่าจะกับร่างกายและจิตใจของเราเอง

(รวมถึงในเวลาที่เราจำเป็นต้องพบปะผู้คน ไม่ว่าจะเป็นการทำงานหรืออะไรก็ตาม เราก็อาจจะกลายเป็นความไม่สบายใจต่อผู้อื่น)

ทั้งหมดนี้ มันคือความเหงา ซึ่งตรงกันข้ามกับ การแสวงหาความสันโดษหรือการอยู่คนเดียวในแบบของ “ฮนจก”

.

[ ความสันโดษ / การอยู่คนเดียว (Alone) 😉 ]

ผู้โดดเดี่ยวในแบบฮนจก จะแตกต่างจากความเหงา ไปโดยสิ้นเชิง
มองจากภายนอกแล้ว มันก็คือ ตัวคนเดียวเหมือนกัน

แต่ว่า… ความสันโดษหรือการอยู่คนเดียวในแบบของฮนจก

✔ มันคือการสมัครใจที่จะใช้เวลาอยู่กับตัวเองเพียงลำพัง (อาจจะเพียงช่วงเวลาสั้น ๆ / ช่วงหนึ่งของชีวิต / ตลอดชีวิต)

✔ แสวงหาความสุขผ่านความสันโดษ หรือ เรามีความสุขกับการได้ใช้เวลาอยู่กับตัวเอง ได้สะท้อนตัวตน
✔ รู้สึกอิ่มเอม เต็มใจและเต็มเปี่ยมไปด้วยตัวตนของเรา

✔ มุ่งเน้นที่จะเติมเต็มตัวเอง เพื่อก้าวไปข้างหน้าให้ดีกว่าเดิม

✔ หลบหลังจากความวุ่นวายของสังคม ชาร์จพลังโดยใช้เวลาอยู่กับตัวเอง และกลับไปสร้างสัมพันธภาพที่มีคุณภาพกับคนอื่น ๆ

✔ ชาวฮนจกเข้าใจดีว่าตัวเขาเอง มีความสามารถในการพึ่งพาตัวเอง หรือต้องพึ่งพาคนอื่นได้มากขนาดไหนจึงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องปฎิเสธโลกภายนอกไปอย่างสมบูรณ์แบบ

.

ว่าแต่… ต้นกำเนิดของแนวคิดนี้.. มันก็มาจากกลุ่มคนที่ต้องการต่อต้านกระแสสังคมไม่ใช่เหรอ ?

โอเค มันก็จริงอยู่… ที่ชาวเกาหลีใต้หลายคนหันมาใช้ปรัชญาแบบฮนจก ก็เพราะพวกเค้าหนีหรือทนแรงกดดันจากสังคมและครอบครัวของตัวเองไม่ไหว

แต่..จุดสำคัญที่ทำให้การอยู่คนเดียวแบบฮนจกมันแตกต่างออกไป คือ การกระทำนี้เป็นสิ่งที่ตั้งใจเลือกทำ
คือ เราเลือกที่จะอยู่ "คนเดียว" อย่างมีประสิทธิภาพ มีเหตุมีผล ไม่ฟุ้งซ่าน

กลุ่มชาวฮนจกที่เข้าใจว่าตัวเองกำลังอยู่ในความเหงา หรือ กำลังใช้ช่วงเวลาแห่งความสันโดษ ก็จะหลุดจากภวังค์แห่งความเครียด ความกดดัน และหาความสุขและกลับมาประสบความสำเร็จได้ง่ายมากกว่านั่นเอง

(แน่นอนว่ากลุ่มคนที่ใช้ฮนจกแบบสุดโต่งไป…ก็อาจไม่ได้เรียกว่าเป็นชาวฮนจกนะ)

🍂🍂🍂🍂🍂🍂🍂🍂🍂🍂

“ความเหงาคือการขาดแคลนตัวตน ส่วนความสันโดษ คือการมีตัวตนอย่างเต็มเปี่ยม”
-กล่าวโดย เมย์ ซาร์ตัน

(คัดสำนวนมาจากหนังสือ Honjok ฉบับแปลภาษาไทย)

#ความเหงา #ของเราไม่เท่ากัน
#โดดเดี่ยวแบบฮนจก #สันโดษแบบพองาม

[ วิธีรับมือกับ "ความเหงา" ที่ไม่ได้รับเชิญ (เบื้องต้น) ☺️🤗 ]

[ วิธีรับมือกับ "ความเหงา" ที่ไม่ได้รับเชิญ (เบื้องต้น) ☺️🤗 ]

**🫶 จริง ๆ แล้วในหนังสือ เค้าไม่ได้เน้นส่วนนี้มากสักเท่าไร (มีพูดอยู่ประมาณหน้าเดียวเอง)
เพราะว่า ความเหงา มันไม่ได้เกี่ยวกับปรัชญาของฮนจกสักเท่าไรนะสิ

แต่ว่า เราเองรู้สึกว่า บางครั้ง คนเราไม่ได้เลือกที่จะเหงา…
แล้วไอเจ้าความเหงาเนี่ย มันก็มักจะมาหาเรา โดยที่เราไม่ได้เชิญให้มันมา มันรู้สึกแย่มาก ๆ เลยนะ (เราเคยเป็นมาก่อน)

แล้วถ้าคุณความเหงา กำลังเข้ามาครอบงำเราอยู่ เราจะรับมือกันอย่างไรได้บ้างนะ ?

1. “ยอมรับว่าเรากำลังเหงา" คือก้าวแรกที่สำคัญ 😉

หากว่าเรายังไม่ยอมรับเลยว่า “เรากำลังเหงา”...
แบบนี้เท่ากับว่า หาทางรับมือไปก็เปล่าประโยชน์

เราก็เคยเป็นนะ หลายครั้งก็รู้สึกอายตัวเองที่จะยอมรับว่า.. เออ ตัวฉันเหงา…
แต่เราคงต้องทลายกำแพงเล็ก ๆ ลงมาให้ได้ก่อนนะ ต้องยอมรับความจริงก้าวแรกให้ได้ก่อน

.

2. ลอง "เปิดใจ" ที่จะเรียนรู้และพัฒนาปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น 🙋🙋‍♀️

เพราะวิธีคลายความเหงาได้ดีที่สุดคือ การทำสิ่งที่ตรงกันข้าม นั่นคือ ขยายความสัมพันธ์ของเรากับผู้คนภายนอก (พูดง่ายแต่ทำยากเนอะ)

.

3. ลองใช้สื่อ Social Media เพื่อค้นหากลุ่มคนที่มีความชอบคล้ายคลึงกับเรา 📣🥰

ที่ทำง่ายที่สุดและถูกใจชาวอินโทรเวิร์ท ก็คือการหากลุ่มในโซเชียลมีเดีย
เริ่มสร้างปฏิสัมพันธ์เล็ก ๆ แบบไม่ต้องเห็นหน้าใครก็ได้ แต่เราเข้าไปคอมเมนต์มีส่วนร่วมกับผู้อื่นที่ความชอบสอดคล้องกับเรา หรือจะแชทในกลุ่ม Openchat ก็ได้เหมือนกันเนอะ

.

4. ลองทำสิ่งเหล่านี้ดู ก็ไม่เสียหายนะ

- เข้าคอร์สเรียนต่าง ๆ (เช่น เรียนภาษา เรียนทำอาหาร เรียนชงชาเรียนจัดดอกไม้) เรียนออนไลน์ก็ได้นะ
- เข้าคอร์สออกกำลังกายง่าย ๆ (พวก Classpass ก็มีให้เลือกเยอะแยะเลย)
- เข้าหากลุ่มสังคมภายนอกเล็ก ๆ ดู ลองหางานอาสาสมัครทำ

(เอาหน่าา…อยากหายเหงา ก็ลองดูสักหน่อยสิ ครั้งเดียวก็ได้นะ 😉)

.

แต่วิธีคลายเหงาที่เรารู้สึกว่าดีมาก ๆ คือการหากลุ่ม Panel แนวจิตวิทยาเช่น กลุ่มนพลักษณ์หรือกลุ่ม MBTI ที่บางกลุ่มเค้าก็จะมีจัดกิจกรรมย่อย ๆ ให้มาพบปะ เรียนรู้ แล้วก็แชร์ประสบการณ์ตัวเอง

อธิบายเพิ่มง่าย ๆ คือ คนไม่รู้จักกันนี่ละ มารวมตัวเพื่อพูดคุยกัน มี moderator ที่คอยทำให้บทสนทนาของกลุ่มมันไปได้เรื่อย ๆ โดยที่ทุกคนมีจุดประสงค์แบบเดียวกัน ต้องการเข้าใจตัวเองและผู้อื่นให้มากขึ้น

เป็นกลุ่ม Panel ที่ไม่ได้หวังผลประโยชน์ทางการค้า แล้วบางกลุ่มก็ไม่ได้คิดค่าใช้จ่าย คิดแค่ค่าน้ำค่าสถานที่หลักร้อยเอง

.

5. หาสัตว์เลี้ยงที่ช่วยบำบัดความเหงาให้เรา 😽🐶

ในหนังสือเค้ามีแนะนำข้อนี้มานะ ส่วนตัวเราชอบสัตว์เลี้ยงอยู่แล้ว เราเลยรู้สึกว่าได้ผลดีมาก ๆ
แต่ว่าในกลุ่มคนที่เป็นภูมิแพ้หรือไม่อยากมีภาระเนี่ย… ก็อาจจะต้องข้ามไป (ไปเลี้ยงทามาก็อตแทนก็น่าจะคลายเหงาได้บ้างเนอะ เราเคยทำนะ แห่ะ ๆ )

.

6. เรียนรู้ที่จะอยู่กับตัวเองเพียงลำพัง เห็นใจตัวเองให้มากขึ้น 🙆‍♀️

ถ้าสุดท้ายแล้ว ข้อไหน ๆ มันก็ไม่เวิร์คเลย
งั้นเราค่อย ๆ เปลี่ยนความเหงา ให้กลายมาเป็นความสันโดษแบบมีจุดมุ่งหมายแทน

ลองทำใจร่ม ๆ ลองใจดีและเมตตากับตัวเองให้มากขึ้น
ยอมรับตนเองให้ได้ ทุกอย่างมันเกิดขึ้นไปแล้ว… ไม่มีใครมาฉุดมือเราขึ้นไป เราก็ต้องฉุดตัวเองนี่ละนะ

.

อย่าลืมว่า... สุดท้ายแล้ว “มนุษย์ถูกสร้างขึ้นมาให้เป็นสัตว์สังคม”
(เวลาอ่านหนังสือจะชอบเจอคำนี้บ่อยมาก แต่ว่า คหสต. เราทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วยนะ…)

แม้กระทั่งชาว "ฮนจก" ที่นิยมอยู่ตามลำพัง ก็ยังต้องการปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น

เพราะสัมพันธภาพที่ดีในแบบฮนจกเน้นที่ <<คุณภาพของความสัมพันธ์>> ไม่ใช่ปริมาณ
และทุกอย่างต้องเริ่มจากที่ "ตัวเรา"

(สำหรับภาพนี้ อย่างน้อยที่สุดพวกเราก็ขอเป็นกำลังใจให้เพื่อน ๆ นะะ เพราะพูดนะมันง่าย แต่ลงมือทำน่ะมันยาก พวกเราเข้าใจ)

ชวนอ่านเพิ่มเติม -  รู้จัก “โคดาวาริ (Kodawari)” แนวคิดพัฒนาตัวเอง จากนิสัย ของคนญี่ปุ่น

🍃🍃🍃🍃🍃🍃🍃🍃🍃🍃🍃🍃🍃🍃🍃

“คุณจะไม่รู้สึกเหงาเลย ถ้าคุณชอบตัวตนของผู้ที่อยู่กับคนเพียงลำพังด้วย”
-กล่าวโดย เวยน์ ไดเออร์

(คัดสำนวนมาจากหนังสือ Honjok ฉบับแปลภาษาไทย)

[ ว่าด้วยเรื่อง "ความสันโดษ" แบบฮนจก ]

[ ว่าด้วยเรื่อง "ความสันโดษ" แบบฮนจก ]

จาก 4 ภาพที่ผ่านมา เพื่อน ๆ คงพอจะเข้าใจในเรื่องของความเหงาและความสันโดษกันมาพอสังเขปแล้วเนอะ 🙋‍♀️

"ความสันโดษ" ในแบบของฮนจก มันจึงเป็นความรู้สึกของผู้ที่เต็มใจจะ…

👉 การละทิ้งความวุ่นวายภายนอก เข้ามาสนใจสิ่งที่อยู่ภายในตัวเอง
👉 เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างความเหงาและความสันโดษ
👉 การมีช่วงเวลาสันโดษ เสมือนเป็นการชาร์จพลัง

สำหรับบางคนอาจหันมาใช้ความสันโดษในแบบฮนจกไปตลอดชีวิต เพราะพวกเค้ามองว่า

💡 ทุกวันคือเรียนรู้กับตัวเอง เพื่อที่การปรับตัวในการใช้ชีวิตอย่างอิสระอย่างมีความสุข เพราะหากเราคุมความคิดของเราเองได้ เราก็สุขใจได้

💡 เพราะไม่สามารถพบความสุขได้จากบุคคลอื่น จึงเลือกที่จะ “แต่งงานกับตัวเอง” พวกเค้ามองว่ามันเป็นสิ่งที่เติมเต็มให้กับชีวิตของเค้ามากกว่าการขาดอะไรไป

.

🪫🪫สำหรับเพื่อน ๆ ที่ไม่ได้อยากปลีกตัวออกจากสังคม แค่ต้องการชาร์จพลัง แต่อยากลองแบ่งช่วงเวลาแห่งความสันโดษให้กับตัวเอง เริ่มได้ง่าย ๆ 🔋

1. ให้ลองสังเกตว่าเวลาที่เราต้องอยู่คนเดียว เรารู้สึกอย่างไรบ้าง ?

2. เข้าใจระดับสบายใจและความสุขของการอยู่คนเดียวของตัวเอง
(เช่น อยู่ได้ 1 สัปดาห์ 1 วัน หรือแค่ช่วงเวลาเย็นถึงก่อนนอน เป็นต้น)

3. เข้าใจระดับของพฤติกรรมการเข้าสังคมของตัวเอง ว่ามากน้อยแค่ไหน ?

(เช่น เพื่อน ๆ ที่มีภาระ ลูกทีม หรือ ความสัมพันธ์ที่ต้องดูแล ก็อาจจะอุทิศเวลาประมาณสัก 30 นาที ให้กับตัวเอง อันนี้สำคัญนะ เพราะถ้าเราเป็นที่ต้องพึ่งพาคนอื่นหรือคนอื่นต้องพึ่งพาเนี่ย มันจะมายึดฮนจกตลอดเวลาเลย ก็คงจะยาก)

.

[ เมื่อระดับของความสันโดษของคนเรา "ไม่เท่ากัน" 💟 ]

เราไม่อาจไปฟันธงได้ว่า เอ้อ ! คนนี้ดูเนิร์ด ดูสันโดษสูง หรือ คนนี้ดูเป็นคนชอบเข้าสังคม ต้องสันโดษต่ำ ๆ
พวกเราเค้าใจว่า อันนี้เค้าให้เอาไว้สำรวจตัวเอง เพื่อหาช่วงเวลาสันโดษที่เหมาะสมกับเรามากที่สุด

จึงออกมาเป็นหัวข้อย่อยข้อนี้ นั่นเอง

🟢 มีความสันโดษน้อย (เปิดเผย)

ชอบเข้าสังคม สนุกสนานกับการใช้ชีวิตในสังคมที่วุ่นวาย
รู้สึกสนุกในเวลาที่ตัวเราได้อยู่ท่ามกลางความสนใจของผู้อื่น

🟡 มีความสันโดษปานกลาง (ผสม)

มีความหยืดหยุ่นทางสังคม มีความประนีประนอมกับผู้อื่น แต่ก็ชอบอยู่คนเดียวเป็นพัก ๆ
อาจมีความรู้สึกเหงาท่ามกลางผู้คนได้บ้าง หากอยู่กับกลุ่มคนที่ไม่ได้มีความชอบหรือความสนิทที่เข้ากันได้
โดยมากจะรู้สึกสบายใจเท่า ๆ กัน ไม่ว่าจะอยู่คนเดียวหรืออยู่ในกลุ่มสังคม

🟠 มีความสันโดษสูง (เก็บตัว)

ชอบความเงียบสงบ มักจะสร้างระยะห่างระหว่างการสนทนากับผู้อื่น ทำอะไรที่ไม่รวดเร็วนัก แต่ละเอียดรอบคอบ มีความคิดสร้างสรรค์โดยเฉพาะในเวลาที่ไม่อยู่กับผู้คน ไม่ชอบการพึ่งพาใคร

สำคัญคือ ต้องหาระดับของบุคลิกที่ "พอเหมาะ" ให้กับตัวเอง
เพื่อที่เราจะได้เลือกวิธีเพิ่มพลังที่ถูกต้องให้กับตัวเอง (ไม่ใช่ทำให้ตัวเองเสียพลังงานชีวิตไปเพิ่ม)

.

** อย่าลืมว่าแนวคิดแบบฮนจก **

❎ ไม่ใช่การใช้ชีวิตแบบฤๅษี
❎ มองว่าการอยู่คนเดียว เป็นพลังเชิงบวก
❎ ไม่ทำอะไรแบบสุดโต่งเกินไป
✅ รู้ว่าตัวเราเองเป็นคนที่มีบุคลิกแบบใด และเลือกใช้ช่วงเวลาสันโดษได้อย่างพอเหมาะ

🍁🍁🍁🍁🍁🍁🍁🍁🍁🍁🍁🍁🍁🍁🍁

“ผมรักที่จะอยู่คนเดียว ผมไม่เคยพบมิตรสหายใดที่อยู่กับเราได้มากเท่ากับความสันโดษเลย”
-กล่าวโดย เฮนรี เดวิด ธอโร

(คัดสำนวนมาจากหนังสือ Honjok ฉบับแปลภาษาไทย)

[ เข้าใจตัวเองให้มากขึ้น ด้วยผ่านเวลาความสันโดษแบบฮนจก 💓 ]

[ เข้าใจตัวเองให้มากขึ้น ด้วยผ่านเวลาความสันโดษแบบฮนจก 💓 ]

เมื่อเราหาช่วงเวลาสันโดษของเราเจอแล้ว
สิ่งต่อมาคือ เราจะต้องตักตวงประโยชน์ของช่วงเวลาสันโดษให้คุ้มค่าที่สุด

ความคุ้มค่าที่ว่านี้ คือ การที่เราได้พูดคุยกับตัวเองให้มากขึ้น สังเกตพฤติกรรมของตัวเอง และตกตะกอนความคิดที่เราอาจจะคิดไม่ตกซะที สุดท้ายแล้วเป้าหมายคือ การทำความรู้จักกับตัวเองให้ดีขึ้น

(แต่ไม่ใช่ให้ไปนั่งพูดคนเดียว ลม ๆ แล้ง ๆ นะคร้าบ 555)

.

เมื่อเราได้อยู่เพียงลำพังกับตัวเองแล้ว เราก็จะมีช่วงเวลาที่เราได้ใช้ความคิดมากขึ้น

📌 ได้มีเวลาสะท้อนตัวตนมากขึ้น (Self-reflection)

สะท้อนตัวตนเพียงลำพังแบบนี้ ไม่ใช่ให้เราไปส่องกระจกดูตัวเองนะคร้าบ 😂

แต่วิธีง่าย ๆ คือ ลองฝึกตั้งและตอบคำถามกับความเชื่อของตัวเอง
เพื่อที่จะได้เข้าใจกรอบความคิดที่เรามีอยู่ในปัจจุบัน
ค้นหาพลัง-จุดแข็งของเรา และสังเกตรูปแบบของพฤติกรรมและแนวโน้มความคิดของตัวเรา

ตัวอย่างคำถามสะท้อนตัวตน (Self-reflection) ง่าย ๆ

“สิ่งที่เราทำอยู่” และ “ความคาดหวัง” ยังสอดคล้องกันอยู่ไหม ?
👉 อะไรคือความเชื่อและค่านิยมของเราในตอนนี้ ?
👉 อะไรคือสิ่งที่ทำให้เรามอง “เรื่องเรื่องหนึ่ง” ในแง่ลบจนทำให้เราทุกข์ใจ ?
👉 ตอนนี้เรา “เครียด” เกินไปหรือไม่ ? หรือว่าเราไม่เครียดเลย ? ทำไมถึงเป็นอย่างนั้น ?
👉 เราอยากพัฒนาจุดแข็งอะไรของตัวเอง ?

.

📌 ลองค้นหาความปรารถนาในตัวตน

หากเราได้มีช่วงเวลาสันโดษกับตัวเองแล้ว นี่คือโอกาสที่ดีที่สุดในการค้นหาความปรารถนาในตัวตนของเรา

เพื่อน ๆ ลองหาพื้นที่สงบ ๆ อาจจะพร้อมกับสมุดจด (หรือแอป note) เพื่อบันทึกตะกอนความคิดของเรา
ลองถามตัวเองเบา ๆ ว่า…

👉 อะไรที่เราปรารถนาจะทำจริง ๆ ในชีวิต ?
👉 แล้วตอนนี้เราได้ทำตามสิ่งที่เราปรารถนาอยู่หรือเปล่า ? หรือเราทำตามความคาดหวังของคนอื่น ?

👉 อะไรคือสิ่งที่เราทำแล้วเวลาผ่านไปเร็วที่สุด ?
👉 เพื่อน ๆ รู้สึกอย่างไรเมื่อสิ้นสุดในแต่ละวัน ?

👉 อะไรคือสิ่งที่จุดประกายที่สุดสำหรับวันนี้ หรือ สัปดาห์นี้ของเรา ?

“ความปรารถนา” คือหนึ่งในสมบัติล้ำค่าของชีวิต ที่คนเรามักจะมองข้ามไปเสมอ ๆ

.

📌 ลองฝึกสังเกตความรู้สึกตัวเอง

ถ้าเพื่อน ๆ มีหลายบทบาทในชีวิต เช่น บทบาทในที่ทำงาน บทบาทของหัวหน้า บทบาทของผู้นำครอบครัว
เชื่อว่าเพื่อน ๆ คงใส่ใจกับความรู้สึกของใครหลาย ๆ คน ยกเว้นแต่ตัวเอง…

ใช้ช่วงเวลาสันโดษตรงนี้ สังเกตตัวว่า “วันนี้ฉันรู้สึก....อะไรบ้าง ?” 🤔

เมื่อเข้าใจความรู้สึกของตัวเอง ก็ลองอยู่กับปัจจุบันดูบ้าง
ลองยอมรับสิ่งต่าง ๆ ที่เข้ามาในชีวิต

ลองนึกถึงเหตุการณ์ที่เราเจออยู่ตอนนี้ หรือ เหตุการณ์ที่เราฝังใจเจ็บ
แล้วลองถามตัวเองว่า “เรากำลังรู้สึกอะไรอยู่ ?”
หรือจะตะโกนดัง ๆ ออกมาก็ได้นะ 📣

หลังจากที่ตกตะกอนความรู้สึกตัวเองได้แล้ว ค่อยมาหาทางแก้กัน เช่น โทรไปคุยกับเพื่อน/ครอบครัว ออกไปวิ่งนำความรู้สึกลบออกไปทิ้ง ก็ได้เหมือนกัน

.

เคยมีช่วงหนึ่งเราพยายามสังเกตตัวเองแบบนี้นี่ละ
แต่มันทำไม่ได้อะ… มันไม่เข้าใจว่า เออ เราคุยกับตัวเอง แต่มันไม่เข้าใจคำว่า “รู้สึกและอยู่กับปัจจุบัน”

มีรุ่นพี่ของเราเคยถามเราว่า

“น้องเคยไปนวดผ่อนคลายไม๊ ?”
“ถ้าเคยไป แล้วมันสบายไม๊.. ?”
“หากว่าเรายังตอบไม่ได้ แสดงว่าเรายังไม่ได้สนใจในความรู้สึกของตัวเอง และไม่อยู่กับปัจจุบันมากพอ”

“ลองตัดทุกเรื่องออกไป มันแค่การนวด 1 ชั่วโมงเท่านั้นเอง ลองอยู่กับตัวเอง แล้วสัมผัสความรู้สึกที่สบายเหล่านั้นดูนะ”

.

📌 ชีวิตของใครของมัน เราเป็นผู้เขียนเรื่องราวของตัวเอง

เราทุกคนต่างมีเรื่องราวของตัวเอง เรากำหนดกรอบเรื่องราวของเราขึ้นมา
ถ้าเพื่อน ๆ กำลังอยู่ในช่วงอ่อนแอ อยากให้รู้ว่าเราสามารถสร้างความเข้มแข็งให้กับตัวเองได้เหมือนกันนะ
ลองจัดกรอบความคิดของเราซะใหม่

ชวนอ่านเพิ่มเติม -  ชวนรู้จัก " 5 ฮอร์โมนแห่งความสุข" ในร่างกายของเรา 🥰💓

📌 ช่วงหนึ่งของหนังสือที่เราชอบ ก็คือ “เราต้องรู้จักจัดการกับนักวิจารณ์จอมด่าในจิตใจของเรา”

บางทีแล้วการที่เรารู้สึกไร้ค่าและเข้าใจว่าไปผูกติดกับความนึกคิด ความคาดหวังของสังคมเนี่ย
อันที่จริงอาจเป็นตัวเราเองนี่ละ ที่ทำให้ตัวเองไร้ค่า !!

เพราะเราจมดิ่งอยู่กับคำวิจารณ์ของตัวเองในหัวของเรามากเกินไป
ในความเป็นจริงแล้ว อาจไม่มีใครมาคาดหวังกับเราขนาดนั้นก็ได้นะ…

ไหน ๆ ก็ Reflect กับตัวเองมาแล้ว ทำทุกวิธีแล้ว แต่ก็เอ้ะ..ยังรู้สึกแย่อยู่
งั้นคงต้องมาจัดการนักวิจารณ์จอมด่าในจิตใจของเราเองซะแล้ว
เราต้องปล่อยวางความเชื่อที่ไม่ถูกต้องออกไปนะ

.

ถ้าเราเริ่มใช้ช่วงเวลาแห่งความสันโดษ ไม่ว่าจะสั้นจะยาว “เพื่อตัวเอง” ได้จริง ๆ แล้ว

ผลที่เราจะได้คือ เราได้สร้างคุณค่าให้กับตัวเอง เราจะได้หัดยอมรับและเห็นใจตัวเอง และที่สำคัญ เราจะได้เริ่มลองผูกมิตรกับตัวเองให้เป็น

🏹🏹🏹🏹🏹🏹🏹🏹🏹🏹🏹🏹🏹🏹

อย่างคำของคุณ Paulo Coelho ที่เขียนไว้ว่า
“ถ้าคุณไม่เคยอยู่คนเดียวเลย คุณจะไม่มีทางรู้จักตัวเอง”

[ เรียนรู้ที่จะอยู่กับ "ความสันโดษ" ให้เกิดประโยชน์ 🧘🥰 ]

[ เรียนรู้ที่จะอยู่กับ "ความสันโดษ" ให้เกิดประโยชน์ 🧘🥰 ]

การใช้ชีวิตแบบฮนจก เปรียบเสมือนยารักษาหัวใจตัวเองเพียงลำพังจากโลกที่มีแต่ความเร่งรีบ
ไม่ว่าจะสั้นหลักชั่วโมง จนไปถึงยาวตลอดชีวิต แต่ละคนคงไม่เหมือนกันเนอะ

(แต่ในหนังสือบทสุดท้ายนี้ เค้าจะเน้นไปที่กลุ่มชาวฮนจกที่ “ใช้ชีวิต” แบบสันโดษ)

.

🧘“น้อมรับช่วงเวลาแห่งการอยู่คนเดียว” 🧘

การอยู่คนเดียวไม่ใช่เรื่องน่าอาย
การทำกิจกรรมอะไรต่าง ๆ ด้วยตัวคนเดียว มันก็มีอิสระดีนะ (แถมประหยัดด้วย)

.

“สร้างกิจวัตรการดูแลตัวเอง ทั้งทางกายและใจ” 💗

จดบันทึกทำ “To do list” แล้วตั้งชื่อว่า “นัดสำคัญกับตัวฉันเอง”

ให้เราจดกิจวัตรที่เราอยากจะทำ (หรือทำแล้ว คุณภาพชีวิตและสุขภาพดีขึ้น) เช่น
☑ เดินในยามเช้าตรู่
☑ ทำกิจกรรมสร้างสรรค์ทุกวันหยุด (ยิงธนู, ไปฟิตเนส, วาดรูป, เต้น)
☑ ชงชาอุ่น ๆ ซุกตัวในผ้าห่ม เลือกหนังใน Netflix ดูสบาย ๆ
☑ ทำสมาธิประจำวัน

.

📝 “หมั่นสะท้อนตัวตนบ่อย ๆ แล้วอย่าลืม "จดบันทึก" ด้วยนะ”

อันนี้เราเข้าใจว่า ผู้เขียนเค้ากำลังจะแนะนำให้เรา “เขียนไดอารี่” ขึ้นมา
เพราะการเขียนไดอารี่ แล้วมานั่งอ่านเนี่ย มันจะเป็นการสะท้อนความคิดของเราได้ดีที่สุด

เช่น เขียนกิจวัตรประจำวัน, เรื่องราวที่แปลกใหม่ในวันนี้, เรื่องราวจุดประกายประจำวัน , เรื่องราวความสำเร็จวันนี้ , เราอยากขอบคุณหรือขอโทษใครบ้างนะ

.

🧘 “หาสถานที่เงียบสงบ "ลองฝึกทำสมาธิ" สัก 10 นาทีต่อวัน”

คือ การทำสมาธิ จะว่ายากก็ยากนะ จะว่าง่ายก็ได้เช่นกัน
หลัก ๆ คือ เป็นขั้นตอนการเรียกสติของเราให้อยู่กับปัจจุบัน
จัดการความคิดฟุ้งซ่านที่ผ่านไปผ่านมา

ของเราใช้วิธีการทำสมาธิสั้น ๆ เพื่อเปิดใจสำหรับช่วงเวลาที่เราอยู่กับตัวเอง หรือกำลังเขียนงาน เป็นต้น
(คล้าย ๆ กับ การวอร์มกล้ามเนื้อ วอร์มหายใจ ก่อนการวิ่ง)
.

สุดท้ายนี้ อย่าลืมว่าเราไม่จำเป็นต้องใช้ช่วงเวลาสันโดษ ติดกรอบอยู่กับแค่บ้านของเราเพียงอย่างเดียว

ลองแสวงหาการผจญภัยใหม่ ๆ ดูบ้างก็ได้นะ (ลองเที่ยวคนเดียว) ! ✈🪂

.

หากว่าเพื่อน ๆ อ่านบทความในหน้านี้แล้ว รู้สึกว่ามันดำดิ่งสู่ความสันโดษจนเกินไป…
งั้นมาลองอะไรง่าย ๆ กันดู (อันนี้ท้าทายกับเรามากกก สารภาพว่า…หลายครั้งก็ยังทำไม่ได้🥲)

<< ลองมีความสุขกับการพลาดอะไรไปบ้าง ดูสิ (JOMO) >>

การที่เราพลาดงานมีตัวตนในงานอีเว้นต่าง ๆ
(ไม่เห็นเป็นไรเลย ให้คนอื่น ๆ ได้เด่นบ้างสิ)

การที่เราดันมาป่วย ในวันที่เพื่อน ๆ นัดฉลองกัน
(แต่เราก็ได้พักผ่อนฟื้นฟูร่างกายนะ)

การที่เราอดแต่งตัวสวย ๆ ไปเที่ยวตามแผนการในวันหยุด อาจเพราะฝนตกหรือเหตุการณ์ไม่คาดฝัน
(ก็ไม่เห็นเป็นไรเลย ลองแต่งชุดสบาย ๆ อยู่บ้านบ้างก็ได้นะ)

แล้วคุณจะพบว่า สุดท้ายแล้ว อย่างน้อยที่สุดการพลาดอะไรไปบ้าง มันก็ไม่ได้ทำให้ชีวิตเราแย่ลงเลยนะ

🌺🌺🌺🌺🌺🌺🌺🌺🌺🌺🌺

“และทุกสิ่งที่ฉันรัก ฉันรักเพียงลำพัง”
-กล่าวโดย เอดการ์ แอลลัน โป

(คัดสำนวนมาจากหนังสือ Honjok ฉบับแปลภาษาไทย)

[ เมื่อ ฮนจก (혼족) ไม่ใช่เรื่องน่าอาย - ชวนส่องไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตแบบ "ฮนจก" ของชาวเกาหลีใต้ 🇰🇷🧎 ]

[ เมื่อ ฮนจก (혼족) ไม่ใช่เรื่องน่าอาย - ชวนส่องไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตแบบ "ฮนจก" ของชาวเกาหลีใต้ 🇰🇷🧎 ]

การใช้ชีวิตแบบฮนจก อาจเป็นเรื่องที่ต้องใช้ความกล้าในการเริ่มต้นพอสมควร
แต่สำหรับชาวเกาหลีใต้ที่ได้ลิ้มลองความสุขในแบบของฮนจกแล้ว ก็จะมีไลฟสไตล์ของการทำอะไรคนเดียวแชร์กันว่อนในโลกออนไลน์

(แต่ก็มีชาวฮนจกบางกลุ่มที่รู้สึกว่า การใช้ช่วงเวลาคนเดียวที่แท้จริงจะต้องไม่เชื่อมต่อกับโลกออนไลน์ - อันนี้นานาจิตตังกันไปเนอะ)

💡 งั้นพวกเราพาไปส่องกันเบา ๆ ดีกว่า

[ ฮนบับ (혼밥) : วัฒนธรรมการทานข้าวคนเดียว 🍽🍲 ]

ไม่ว่าจะเป็นการทำอาหารทานเองที่บ้านคนเดียว หรือออกไปทานข้าวข้างนอกบ้านคนเดียว
ก็สามารถทำได้โดยไม่ต้องเขินอาย

การรับประทานข้าวในแบบฮนจก เค้าจะเรียกว่าเป็นการรับประทานแบบมีสติ

โดยจะสั่งปริมาณอาหารที่เราสามารถทานได้หมดคนเดียว ทานอย่างมีสติโดยไม่ต้องสนใจสิ่งรบกวนโดยรอบ

สังเกตว่าเรากำลังทาน ช้า หรือ เร็ว, เคี้ยวอาหารละเอียดหรือยัง…
(ฟังดูแล้ว มันก็มากกว่าการไปนั่งทานคนเดียวซะแล้ว 😆)

อย่างของญี่ปุ่นเองก็มีเหมือนกันนะ เรียกว่า “Ohitorisama” 🇯🇵

.

[ ฮนซุล (혼술) : วัฒนธรรมการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์คนเดียว 🍺🥃 ]

จะเป็นการดื่มสบาย ๆ ไม่เร่งรีบ ดื่มแบบมีความสุขกับตัวเอง
บางคนก็ต้องการดื่มด่ำไปกับรสและความแปลกใหม่ของเครื่องดื่มแก้วนั้น ๆ
หรือ บางคนก็แค่ต้องการดื่มด่ำช่วงเวลาสุดเพลิดเพลินนี้ไปกับเสียงเพลง (หรือดนตรีสด) เพียงคนเดียว

เท่าที่เราไปหาอ่านมาเพิ่ม ก็จะมีอีกกลุ่มที่ไม่ได้ต้องการความสุนทรีย์ของเครื่องดื่มและดนตรี แต่พวกเค้าดื่มเพื่อหลบหนีปัญหาที่กำลังเจอ หรือควบคุมอารมณ์ที่ไม่พึงประสงค์

.

[ ฮนยอง (혼영) : ดูหนังหรือการแสดง ด้วยตัวคนเดียว🎬 ]

ลองปลดปล่อยใจตัวเอง ละทิ้งสิ่งรบกวนภายนอก รับชมหนัง/การแสดง โดยปราศจากอคติหรือคำวิจารณ์ของคนอื่น

คิดว่าข้อนี้คงไม่ต้องอธิบายเยอะ เพราะเทรนด์ดูหนังคนเดียวก็ไม่ได้ดูแปลกใหม่ไปซะเท่าไรเนอะ

.

[ ฮนคาเฟ่ (혼카페): ไปนั่งร้านกาแฟเพียงลำพัง 🧉☕🍵 ]

คล้ายกับการทานอาหารคนเดียว แต่สำหรับร้านกาแฟแล้ว มันก็เป็นสถานที่ที่ผู้คนเลือกมานั่งสนทนากัน
ถ้าเราไม่ได้เลือกคาเฟ่ที่เป็นแนวนั่งทำงานเนี่ย แต่ไปเลือกเป็นแนวชิทแชทคาเฟ่

ก็จะให้ลองสังเกตสิ่งรอบข้างตัวเรา ความรู้สึกนึกคิดที่แล่นเข้ามาในหัว
ลองถามตัวเองว่ารู้สึกอย่างไรต่อสายตาและความโหวกเหวกที่อยู่รอบข้าง

และลองเริ่มไม่ต้องไปกังวลกับสายตาที่จดจ้องมาที่ตัวของเรา มีสติอยู่กับตัวของเราเอง

.

[ ฮนยอแฮง (혼여행) : ออกไปท่องโลกด้วยตัวคนเดียว 🗺✈🎒 ]

สัมผัสประสบการณ์และวัฒนธรรมใหม่ ๆ ผ่านมุมมองของตัวเราเอง ไปที่ที่เราอยากไป โดยที่ไม่ต้องไปยึดติดกับแผนการหรือความชอบของคนอื่น

สำหรับการเที่ยวคนเดียวตามหนังสือเนี่ย เค้าก็จะแนะนำให้เราจดบันทึกด้วยนะ ว่าวันนี้เราไปพบเจออะไรมาบ้าง ? สะท้อนและตกตะกอนความคิดความรู้สึกของเราหลังจบวันนั้น ๆ (อารมณ์เหมือนทำ vlog ให้ตัวเองดู ยั่งงั้นเลย)

.

เราว่าจุดที่น่าสนใจคือ เทรนด์ของการทำอะไรคนเดียว มันไม่ได้ติดอยู่เฉพาะชาวเกาหลีสมัยใหม่แล้ว หากแต่ว่าจริง ๆ คนกลุ่มนี้ รวมไปถึงหลาย ๆ คนที่ชอบเข้าสังคมเป็นปกติอยู่แล้ว แต่ก็ต้องการเวลาส่วนตัวเพื่อพัฒนาตัวเองหรือค้นหาคำตอบบางอย่างของชีวิต

หลาย ๆ คนที่หลุดพ้นจากกรอบความคิดของคนอื่น เข้าใจตัวได้มากขึ้น ก็จะชอบใช้ช่วงเวลาของการอยู่คนเดียวจนอิ่มเอมใจ หรือจัดสรรนัดกับตัวเองได้อย่างเหมาะสม นั่นเองคร้าบ