พร้อมเรื่องราวบนต้นคริสต์มาส — Merry Christmas 2025
ขอคริสต์มาสอีกสักโพส แห่ะ ๆ
อันที่จริงคือว่า พวกเราวาดเจ้าหนูอินโฟสตอรี่ตกแต่งต้นคริสต์มาสนี้ไว้ก่อนแล้ว ตั้งใจจะใช้ทำเป็นโพสคริสต์มาสนี่ละ
แต่ว่าด้วยเนื้อหาของโพสก่อนหน้า ก็ไม่รู้ว่าจะเอาน้องไว้ตรงไหนดี 🤣
เห็นปีนี้ ไม่ค่อยมีเพจพูดถึงเรื่องราวคริสต์มาสเท่าไร หวังว่าเพื่อน ๆ คงยังไม่เลี่ยนกันน้าาา
ว่างั้นพวกเรา InfoStory เลยขอพื้นที่โพสนี้ให้น้องเป็นพระเอกเลยละกันนน
แฮปปี้คริสต์มาสนะคร้าบบทุกคนน ถึงเวลาพักผ่อนประจำปีกันได้
ส่วนฝั่งพวกเราคุณลูกค้าที่น่ารักหลายท่านก็เริ่มลาหยุดกันแล้ว ก็เป็นเวลาแห่งการตั้งใจทำสาระความรู้ในเพจกันต่อ !

— — — — — — — — — — — —
ในโพสก่อนหน้าเราพูดถึงของประดับต้นคริสต์มาสรอบโลกกันไปแล้ว
งั้นในโพสนี้เรามาพูดถึงเรื่องราวของของประดับยอดฮิตที่มีกันทุกบ้านดีกว่า🎄
.
[ 🌟 ดาวบนยอดต้นไม้ (The Christmas Star) = ความหวังและสิ่งนำทางชีวิต ]
ก่อนจะแพร่หลายเป็นดาวสีเหลืองบนต้นคริสต์มาสไปทั่วโลกเนี่ย
ชาวยุโรปเหนือ เขาใช้ดาวดวงนี้ละเป็นสัญลักษณ์ของ "แสงสว่าง" ที่จะมาถึงหลังฤดูหนาวอันยาวนาน
หรือถ้าเพื่อน ๆ ที่ไปเที่ยวอังกฤษ อะอย่างเช่นกรุงลอนดอน
เดินไปแถวพิคาดิลลี่หรืออ็อกซ์ฟอร์ดสตรีท เราก็จะเจอ Christmas light ที่ตกแต่งโดยมีนางฟ้าให้เห็นกันบ่อย ๆ รวมถึงต้นคริสต์มาสที่อังกฤษเอง เขาก็จะนิยมใช้หุ่นของ “นางฟ้า” แทนดาว
🪽 ซึ่งก็ขอย้อนเรื่องราวกลับไปนิดเดียว คือในอังกฤษยุควิกตอเรียเนี่ย การวาง "นางฟ้า" ไว้บนยอดไม่ใช่แค่เรื่องสวยงาม แต่ว่าเป็นการระลึกถึง "ทูตสวรรค์กาเบรียล" ผู้มาแจ้งข่าวการประสูติ และยังสะท้อนถึงอิทธิพลของสมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรียที่ทำให้ประเพณีนี้โด่งดังไปทั่วโลกอีกด้วย (เราว่าอย่างหลังมากกว่านะ 5555555 🤣🤣)
อะกลับมาที่เรื่องดาวคริสต์มาส ดาวแห่งการนำแสงสว่างมาสู่โลกในช่วงฤดูหนาวที่มืดมิด
คือ อันนี้ Deep หน่อยนะ พร้อมกันรึยัง ?! 5555
เราไปหาอ่านเพิ่มมานักดาราศาสตร์วิเคราะห์ว่า "ดาวคริสต์มาส" ในคัมภีร์ไบเบิลหรือตามความเชื่อของชาวบ้านยุโรปเหนือเนี่ย อาจไม่ใช่แค่ดาวธรรมดาดวงเดียวบนท้องฟ้า
ชื่อเรียกของดาวดวงนี้ เขาเรียกกันว่า "ดาวแห่งเบธเลเฮม" (Star of Bethlehem) แต่ที่มาของดาวดวงนี้อาจอธิบายไดด้วยหลักการของดาราศาสตร์ ที่ว่าด้วยเรื่องของ The Great Conjunction หรือการโคจรมาซ้อนทับกันของดาวพฤหัสบดีและดาวเสาร์ จนเกิดแสงสว่างจ้าที่สุดในรอบหลายร้อยปี
🪐 คือในช่วงปี 2,000 ปีที่ผ่านมาเนี่ย ได้มีปรากฏการณ์ ดาวพฤหัสบดี กับ ดาวเสาร์ เกิดการเรียงตัวกันถึง 3 ครั้ง (Triple Conjunction) ซึ่งเกิดในกลุ่มดาวปลา (Pisces) ซึ่งในทางโหราศาสตร์ยุคโบราณ ดาวพฤหัสคือ "ราชา" และกลุ่มดาวปลาเกี่ยวข้องกับ "ชาวยิว"
อีก 5 ปีต่อมาก็มีปรากฏการณ์ ดาวพฤหัสบดี กับ ดาวศุกร์ โคจรมาใกล้กันมากจนเกือบจะซ้อนทับกันในกลุ่มดาวสิงโต (Leo) ทำให้เกิดแสงสว่างจ้าบนท้องฟ้า
จากปรากฏการณ์ที่ติดกัน 2 เรื่องข้างบนนี้ ว่ากันว่าชาวบ้านและนักบวชก็เลยจินตนาการว่าเป็นดาวแห่งเบธเลเฮม หรือดาวแห่งคริสต์มาส นั่นเองคร้าบบบบ
.
[ 🕯️เทียน = การเอาชนะความมืดในฤดูหนาว ]
ก่อนชาวโลกจะรู้จักการผลิตไฟฟ้าเนี่ย แสงเทียนคือแสงเดียวที่มนุษย์พอมีได้
ว่ากันว่าชาวเยอรมันยุคศตวรรษที่ 16–17 เป็นกลุ่มแรกที่ “เอาเทียนจริง ๆ” ไปติดบนต้นสนในบ้าน
ทั้งเสี่ยง ทั้งลุ้น ในเวลาเดียวกัน แต่ผู้คนก็ทำกันตามความเชื่อของเขาเนอะ ที่ว่ามันคือแสงศักดิ์สิทธิ์ที่ขับไล่ความมืดของฤดูหนาว
จนต่อมาในปี 1882 ได้มีพนักงานของ Thomas Edison (นักประดิษฐ์หลอดไฟฟ้า) ชื่อ Edward H. Johnson คิดค้น “ไฟต้นคริสต์มาสแบบสายไฟฟ้า” ขึ้นมา
ซึ่งในช่วงนั้นเนี่ย บ้านไหนที่มีการใช้ไฟประดับคริสต์มาสคือเป็นบ้านของคนรวย เพราะไฟประดับแบบนี้เป็นของใช้ส่วนเกินที่ปีนึงอาจใช้แค่หนเดียว กล่าวคือเป็น "ของใช้คนรวย" นั่นละนะ การจะติดไฟบนต้นไม้หนึ่งต้นต้องใช้เงินจ้างช่างไฟมาเดินสายให้ ค่าใช้จ่ายเทียบเป็นเงินปัจจุบันสูงถึง $300 (ประมาณ 10,000 บาท) เลยทีเดียว (อันนี้เราให้น้อง Gemini ลองช่วยประมาณให้ดูว่าในช่วงสมัยนั้น มันจะคิดเป็นเงินเท่าไร….ถ้าเป็นจริง ก็คือชนชั้นสูงของจริงละเนอะ 🥴)
และนี่คือจุดเริ่มต้นของ Christmas Lights ที่เรารู้จักจนวันนี้
ถือว่าเป็นตัวอย่าง early innovation ที่กลายเป็นวัฒนธรรมระดับโลกที่สุดแสนจะธรรมดาในทุกวันนี้
.
[ 🔔 กระดิ่ง = ขับไล่สิ่งชั่วร้าย ]
ในยุคโบราณ (Pagan) ช่วงฤดูหนาวคือช่วงที่น่ากลัวและมืดมิดที่สุด คนจึงตีระฆังหรือเขย่ากระดิ่งเสียงดังเพื่อ "ไล่ปีศาจแห่งความหนาวเย็น" ไม่ให้เข้ามาในบ้าน
แล้วก็อีกเรื่องเล่าหนึ่งก็คือเรื่อง The Devil’s Knell ซึ่งมีประเพณีเก่าแก่เรียกว่า "The Old Boy’s Passing" โดยจะตีระฆังโบสถ์ต่อเนื่อง 1 ชั่วโมงก่อนเที่ยงคืนวันคริสต์มาส เพื่อส่งสัญญาณว่า "ปีศาจได้พ่ายแพ้แล้ว" เมื่อพระเยซูประสูตินั่นเองคร้าบ
.
[ 🎀 การ์แลนด์ / ริบบิ้น = เสริมความผูกพัน ]
ก่อนจะมีริบบิ้นงาม ๆ อย่างทุกวันนี้ ชาวยุโรปยุคเก่าจะใช้ ผลเบอร์รี่, ถั่ว, เมล็ดพืช หรือแม้กระทั่งป๊อปคอร์น ร้อยเป็นสายยาว ๆ แล้วแขวนบนต้นสน ชาวยุโรปสมัยก่อนใช้ผลเบอร์รี่ ถั่ว หรือ ป๊อปคอร์นร้อยเป็นสาย กันเลยละ
หรือบางที่ก็เขาก็มีตกแต่งด้วยใยแมงมุม (ตอนแรกยังสับสนกับธีม Haloween เลยนะ 🤣
แต่อันที่จริงมันก็มีเรื่องเล่าอยู่นะ เป็นความเชื่อเรื่อง The Christmas Spider ซึ่งเป็นที่มาของ "สายรุ้งสีเงิน/ทอง" (Tinsel) มาจากตำนานยุโรปตะวันออกเรื่อง แมงมุมคริสต์มาส เล่าว่าแมงมุมมาช่วยปั่นใยบนต้นไม้ของหญิงยากจนในคืนคริสต์มาส พอเช้ามาใยพวกนั้นก็กลายเป็นเงินเป็นทอง
(อ่ออออ… แต่ที่เราเห็นส่วนใหญ่มันใยแมงมุมปกติน่ะสิ ถ้าไม่รู้เรื่องนี้ ก็คงนึกว่าเอาของตกแต่งจากฮาโลวีนมาแต่งเพิ่ม 😅)
.
[🎄ทรงสามเหลี่ยมของต้นสนจะหมายถึง "พระตรีเอกภาพ" (The Holy Trinity) ⛪ ]
ด้วยความที่ต้นสนมีทรง 3 เหลี่ยมคุ้นตา แต่ว่าทรงสามเหลี่ยมของต้นสนก็มีเรื่องราวเกี่ยวกับคริสต์มาสในมุมศาสนาคริสต์เหมือนกันนะ เพราะมีรูปทรงที่เรียกว่า “พระตรีเอกภาพ (Symbol of Trinity)” ตามที่นักบุญโบนิเฟซ (St. Boniface) ใช้ทรงสามเหลี่ยมของต้นสนอธิบายเรื่อง "พระบิดา พระบุตร และพระวิญญาณบริสุทธิ์" เพื่อเปลี่ยนใจชาวเยอรมันจากการบูชาต้นโอ๊คยักษ์มาเป็นคริสต์ศาสนา
มีแบบว่าวางต้นคริสต์มาสกลับหัวกลับหางก็มีนะ
คือในยุคกลางแถบโปแลนด์ เขามีประเพณีแขวนต้นคริสต์มาส "กลับหัว" ลงมาจากเพดาน เพื่อสื่อถึงความศักดิ์สิทธิ์ที่ลงมาจากฟากฟ้า และช่วยประหยัดพื้นที่ในบ้านหลังเล็กๆ ด้วย
.
เก็บ 5 เรื่องราวบนต้นคริสต์มาสจากโพส Merry Christmas 2025 ไว้อ่านต่อ
ก่อนจะไปพักผ่อนกัน ถ้าเพื่อน ๆ อยากกลับมาหาเรื่องที่สะดุดตาในโพสนี้ ลองเลือกจากของบนต้นไม้ได้เลยนะ ของคุ้นตาแต่ละชิ้นพาเราไปคนละเรื่องเหมือนกัน
- ดาวบนยอดต้นไม้ — ย้อนอ่านเรื่องแสงสว่าง ความหวัง ดาวกับนางฟ้า และคำถามเรื่องดาวแห่งเบธเลเฮมที่เล่าไว้ข้างบน
- เทียน — จากแสงเล็ก ๆ ในฤดูหนาว ไปถึงเรื่องของไฟประดับต้นคริสต์มาสที่พวกเราคุ้นเคย
- กระดิ่ง — เป็นช่วงของเรื่องเล่าและความเชื่อในการขับไล่สิ่งชั่วร้าย
- การ์แลนด์และริบบิ้น — พาไปดูความผูกพัน พร้อมตำนานแมงมุมคริสต์มาสที่ทำให้เรามองสายรุ้งบนต้นไม้ต่างไปอีกนิด
- ทรงสามเหลี่ยมของต้นสน — กลับไปอ่านมุมความหมายทางศาสนา และเรื่องต้นคริสต์มาสกลับหัวกันได้ตรงหัวข้อสุดท้ายเลย
พอรู้เรื่องเล่าแล้ว คราวหน้าเห็นต้นคริสต์มาสก็คงมีอะไรให้ชวนคุยมากขึ้นเนอะ ส่วนเรื่องไหนเป็นตำนานหรือข้อสันนิษฐาน ก็อ่านควบคู่กับคำอธิบายและข้อไม่แน่ใจที่เราเล่าไว้ในหัวข้อนั้น ๆ ได้เลยคร้าบ
#InfoStory #คริสต์มาส
#Christmas #Christmas2025
แหล่งอ้างอิงเพิ่มเติม
- บทความ What was the Christmas star? Science and mystery จากเว็บ earthsky
- บทความ The Star of Bethlehem: Can science explain what it really was? จากเว็บ astronomy
- บทความ Evergreens for the darkest days: The ancient roots of Christmas trees จากเว็บ ethnobiology
- บทความ Who Invented Electric Christmas Lights? เขียนโดย Edison Electric Insitute (EEI)
- บทความ Boniface and the Christmas Tree จากเว็บ Catholic Answer
