อยากรู้เรื่องอะไร?

Search

ส่องโลกของ "เครป (Crêpes)"

ส่องโลกของ "เครป (Crêpes)"

เครป (Crêpes) เป็นอีกหนึ่งเมนูของหวานยอดนิยม ที่แทบจะทุ […]

เครป (Crêpes) เป็นอีกหนึ่งเมนูของหวานยอดนิยม ที่แทบจะทุกครั้งที่คาเฟ่เผลอเป็นต้องสั่งมาคู่กับขนมปังปิ้ง ไอศกรีม หรือน้ำแข็งใสตลอดเลย

ว่าแต่ว่า เจ้าเมนูขนมหวานของทานเล่นที่ว่านี้ เป็นอย่างไร ?

วันนี้พวกเรา InfoStory จะพาเพื่อน ๆ ไปส่องพร้อมกับภาพอินโฟกราฟิกสุดสบายตากันเลย !

ส่องโลกของ "เครป (Crêpes)"

---------------------------------

สำหรับเพื่อน ๆ ที่อยากอ่านเรื่องราวสั้น ๆ ต่อ เชิญทางนี้ได้เลยจ้า

เครป (Crêpes) เป็นขนมที่มีลักษณะคล้ายคลึงกับแพนเค้ก เพียงแต่เป็นแผ่นบางและมีขอบที่กรอบกว่า

แต่อันที่จริงแล้ว ก็คงจะต้องบอกว่า เครปเนี่ย มันก็คือหนึ่งในแพนเค้กละนะ

อ้างอิงจากสื่อรายการอาหารต่าง ๆ ของชาวฝรั่งเศสและอเมริกัน เขาก็จะบอกทำนองว่า “Technically, a crepe is a pancake that's been thinned out” หรือ ถ้าว่ากันตามหลักการแล้วละก็ เครปก็คือแพนเค้กแบบบางนั่นเอง

เพียงแต่จุดที่แตกต่างกันชัดเจนคือ แพนเค้กที่เราเห็นเป็นก้อนฟู ๆ ส่วนใหญ่จะใช้เบกกิ้งโซดาและผงฟู เข้ามาช่วยนั่นเอง

(ซึ่งสารภาพว่าเรื่องง่าย ๆ ตรงนี้ กลับเป็นความรู้ใหม่ของเราไปเฉยเลย)

-------

เพื่อน ๆ ทราบไหมว่า เครปที่เราทานกันอยู่ทุกวันนี้ มีต้นกำเนิดมาจากประเทศใดเอ่ย ?

คำตอบคือ “ประเทศฝรั่งเศส” !

(ตอนแรกเรานึกว่าญี่ปุ่นละ)

เครป (Crêpes) มีประวัติศาสตร์ที่ยาวนาน ว่ากันว่าสูตรต้นตำรับของการทำเครป กำเนิดในช่วงศตวรรษที่ 13 จากแคว้น Bretagne หรือ Brittany ของประเทศฝรั่งเศส

โดยเครปต้นตำรับจริง ๆ เนี่ย มันจะไม่ใช่เครปหวานแบบที่เราคุ้นเคยกันนะ

ความพิเศษของเครปดั้งเดิมของฝรั่งเศส ก็คือเอกลักษณ์ความเป็นเครปคาว

เพราะต้นกำเนิดของเขา เกิดมาจากแม่บ้านชาวฝรั่งเศสที่ชอบทำแพนเค้กคนหนึ่ง ได้ทดลองใช้แป้งบัควีต (Buckwheat Flour) มานวดกับน้ำ เกลือและเนย ผสมนมและไข่เข้าไป แล้วทำไปอบด้วยหินร้อนๆ จึงเกิดมาเป็นแผ่นแป้งแผ่นบาง ๆ คล้ายแพนเค้ก โดยเรียกขนมนี้ เดิมทีเรียกว่า “กาเล็ตต์ (Galettes)”

ซึ่งเราก็จะรู้จักกันในอีกชื่อคือ เครปคาว (Savory Crepes) นั่นเอง

เพิ่มเติม : บัควีท หรือ บักวีต (Buckwheat) คือ เมล็ดธัญพืชเทียม(มีความคล้ายแป้งสาลีและแป้งข้าวโพด) ที่อุดมไปด้วยสารอาหารแต่ปราศจากกลูเตน มีโปรตีนและใยอาหารสูง ซึ่งชาวฝรั่งเศสที่อยู่ในแคว้น Brittany เพิ่งได้รู้จักจากการนำเข้าเมล็ดบัควีต ในช่วงศตวรรษที่ 12 นี่เอง

โดยในช่วงแรกชาวฝรั่งเศสจะนิยมทานคู่กับอาหารคาว หรือ รับประทานเป็นอาหารเช้า

แต่ต่อมาเมื่อเครปเริ่มกลายเป็นที่นิยมมากขึ้น ทั้งชาวฝรั่งเศส ชาวยุโรป หรือ ชาวอเมริกัน (ที่ว่ากันว่าส่วนใหญ่เป็นผู้อพยพชาวยุโรป) ก็ได้ทดลองสูตรของหวานโดยใช้เครปมาเป็นส่วนผสมพื้นฐานกันมากขึ้น

ยกตัวอย่างเช่น กรณีที่คุณ Ruth Wakefield ที่เป็นผู้คิดค้นสูตรคุ้กกี้ช้อกโกแลตชิปส์ ก็ได้ทดลองทำสูตรเครปหวานสอดใส้ช้อกโกแลต

หรือ เชฟชื่อดังชาวฝรั่งเศสหลายคน ที่พยายามประดิษฐ์เมนูของหวานโดยใช้เครป เช่น Mille crêpes หรือ เครปพันชั้น/เครปเค้ก ที่ใช้เครปหวานวางซ้อนกันพร้อมสอดใส้ครีมต่าง ๆ จนเกิดเป็นชั้นขึ้นไป

ต้องบอกว่า เครปเนี่ย เป็นอาหารที่นิยมทานกันเป็นประจำสำหรับชาวฝรั่งเศส ไม่เว้นในยามศึกสงคราม

อย่างเช่น ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ฝรั่งเศสเกิดวิกฤติอาหารขาดแคลน

คนฝรั่งเศสจึงทำเครปขึ้นมาเป็นอาหารที่เรียบง่ายและทานคู่กับอะไรก็ได้

นั่นจึงทำให้พวกเขาสามารถทานเครปได้ทุกมื้อทุกวัน ทานพร้อมกับ ชีส แฮม หรือ กินเพื่อเอาอิ่ม

ดังนั้น เครปจึงได้กลายเป็นทั้งอาหารคาวหวานไปได้ทั้ง 2 แบบ เฉกเช่นในปัจจุบัน

แต่ที่น่าสนใจก็คือ คำว่า เครป (Crêpes) เป็นคำที่ได้แรงบันดาลใจมาจากภาษาละตินอย่าง “Crispus” ที่แปลว่า กรุบกรอบ นั่นเอง

อีกความหมายหนึ่งของคำว่า Crepes ก็จะหมายถึง ผ้าแพรผืนบาง ๆ ก็จะเป็นการเปรียบเทียบเหมือนกับเครปที่เกิดมาจากการรีดแป้งจนเป็นแผ่นบาง ๆ และวางบนกระทะเหล็กเรียบร้อน ๆ

-------

เอ....แล้วเครปญี่ปุ่น ที่พวกเราชอบทานกันละ ?

เครปญี่ปุ่น (Japanese Crêpe クレープ)

ที่มีจุดเด่นคือ เป็นเครปทอดรูปทรงสามเหลี่ยมสอดใส้ผลไม้ แยม หรือ ซอสช้อกโกแลต วานิลลา เพิ่มด้วยท้อปปิ้งต่าง ๆ นั้น ก็ได้แรงบันดาลใจมาจากเครปของฝรั่งเศส

โดยเครปของญี่ปุ่น ได้เกิดขึ้นในช่วงปี ค.ศ. 1970 ซึ่งก็มาจากการที่พวกเขานำสูตรเครปฝรั่งเศสมาวางขายในช่ายฮาราจุกุ ปรับแต่งสูตรด้วยการราดด้วยน้ำเชื่อมและเหล้ารัม (ซึ่งเชื่อว่าน่าจะได้แรงบันดาลใจมาจากแบบฉบับของ Crêpes Suzette)

ซึ่งเครปในความหมายของคนญี่ปุ่น ก็จะเหมือนกับผ้าแพรนี่ละ ตรงตัวเลย

พวกเขาจึงนิยมเครปมาห่อสอดใส้ แล้วทานกันนั่นเอง (ไม่นิยมทานเปล่าๆ หรือ ราดแค่ไซรัป)

จนกระทั่งปี ค.ศ. 1977 ที่เครปเริ่มถูกพูดถึงมากขึ้น ชาวญี่ปุ่นจึงได้นำเอกลักษณ์ทั้ง 2 แบบในการทานเครปของชาวฝรั่งเศส คือ ทั้งคาวและหวานมารวมกัน ด้วยการสอดใส้ของอาหารขาวหรือผลไม้พร้อมครีมหรือซอสหวานต่าง ๆ พร้อมกับห่อเครปให้เป็นรูปทรงกรวยสามเหลี่ยม

(แต่เราจะคุ้นเคยกับใส้ผลไม้หรือของหวานต่าง ๆ มากกว่าของคาวนะ)

อย่างครีมที่ญี่ปุ่นนิยมทากันในเครปเนี่ย ก็จะไม่ใช่วิปปิ้งครีมทั่วไปนะ

แต่เป็นครีมที่ทำมาจากนม ที่ให้ความนุ่มละมุน เนื้อเบาแต่หวานอร่อย

ซึ่งชาวญี่ปุ่นเอง ก็ได้สร้างจุดเด่นของการทานเครป ว่าสามารถทานได้ทั้งแบบเย็นหรือแบบร้อน ก็ได้

(แต่เขาจะนิยมทานแบบร้อนกรอบ ๆ สอดใส้เสียมากกว่า)

อีกหนึ่งจุดเด่นของการทานเครปญี่ปุ่น ก็จะมีความเข้ากับวัฒนธรรมความเร่งรีบของชาวญี่ปุ่น คือ “สามารถถือเดินทานได้” ไม่จำเป็นต้องนั่งทานในร้านแบบชาวตะวันตก

--------------------------

ส่วนถ้าเพื่อน ๆ อยากรู้เรื่องราวของเครปซูเซตต์เพิ่มเติม (Crêpes Suzette)

ก็สามารถมาตามอ่านเรื่องราวกันในโพสนี้ได้เลย

https://www.facebook.com/InfoStoryz/posts/226826236012614

ถ้าหยั่งงั้นวันนี้พวกเรา InfoStory ขอตัวไปสั่งเครปมากินในเมนูอาหารว่างยามบ่ายดีกว่า 🙂

#Crêpes

#เครป

#InfoStory

แหล่งอ้างอิงเพิ่มเติม

https://www.ice.edu/blog/french-crepes

https://www.petoskeynews.com/.../crepe-history.../45240655/

https://www.ophdenver.com/the-fascinating-history-of-crepes/

https://www.bluefox.travel/paris/blog/history-of-crepe/

https://www.kitchenproject.com/history/Crepes/index.htm

https://www.tasteatlas.com/crepes