พวกเราสองคนเพิ่งกลับจากพักร้อนมา (คนนึงเซี่ยงไฮ้ คนนึงนอร์เวย์)
ถึงแม้จะไปกันคนละที่ แต่สิ่งที่เหมือนกันก็คือ การจองที่พักและตั๋วเครื่องบินผ่านเว็บออนไลน์ เพราะมันสะดวกสบายดี
แล้วเพื่อน ๆ ทราบไหมว่าเว็บไซต์จองท่องเที่ยวออนไลน์แบบนี้ เขามีชื่อเรียกกันย่อ ๆ ว่า “OTA”
เอ้ะ..ว่าแต่ OTA คืออะไรนะ ?

วันนี้พวกเรา BrandStory ขอพาเพื่อน ๆ ไปรู้จักกันเบาเบา
— — — — — — — — — — — — — —
ขอเริ่มต้นด้วย pain point ของเราเวลาจองตั๋วเครื่องบินและที่พักต่าง ๆ นั่นคือเรื่อง “ราคา”
ทุกครั้งเวลาเสิร์ชหา จะต้องมีการเทียบหลาย ๆ เจ้า เพื่อหาว่าเจ้าไหนมีราคาถูกที่สุด (รวมถึงตัวเว็บไซต์ official ของสายการบินและโรงแรมนั้น ๆ เองด้วยเนอะ)
หลายครั้งตัวเว็บไซต์ตัวกลางเนี่ย เขาไม่ได้มีราคาที่ถูกไปกว่าเว็บไซต์จองตรงกับโรงแรมหรอก… หากแต่ว่า เราสามารถจองกิจกรรมหลาย ๆ อย่างได้ด้วยกัน เช่น จองตั๋วเครื่องบิน ที่พัก สถานที่ท่องเที่ยว ร้านอาหาร
แพลตฟอร์มที่เค้ารับทำการจองของเราแบบออนไลน์ นั่นละเรียกว่า “OTAs” หรือ Online Travel Agency กดคลิกไม่กี่ทีก็ของเสร็จเรียบร้อย
สะดวกสบายแบบนี้ ว่าแต่.. ถ้าพูดถึงฝั่งลูกค้าและฝั่งผู้ให้บริการ ใครได้ใครเสียอะไรกันบ้างนะ ?
- ฝั่งโรงแรม/ผู้ให้บริการท่องเที่ยว
✅ ได้รับการโปรโมต
✅ ช่วยเพิ่มยอดขาย
❌ ค่าคอมมิชชั่นต่อการขาย
ต้องบอกว่าฝั่งโรงแรมก็ได้รับการโปรโมตเพิ่มเติมไป
มันเหมือนเราทำ SEO บน Google แต่ว่าผ่านช่องทางของ OTA นั่นเอง
แน่นอนว่าโรงแรมก็มีสิทธิ์ที่จะได้รับการจองเพิ่มผ่าน loyalty customer ของแต่ละ OTA แต่ก็ต้องแลกมากับค่าคอมมิชชั่นประมาณ 14-20% ที่ต้องจ่ายให้กับ OTA ที่ขายให้เราได้ (เช่น ต่อห้องพัก ต่อการจอง เป็นต้น)
- ฝั่งลูกค้า
✅ เปรียบเทียบราคาที่ดีที่สุด
✅ ความสะดวกในการจอง
✅ การเปรียบเทียบรีวิวจากผู้เข้าพักหรือใช้บริการจริง
✅ จองก่อน จ่ายทีหลัง
❌ อาจมีค่าธรรมเนียมเพิ่มเติม
หนึ่งในสิ่งที่เราชอบคือ การเสิร์ชเปรียบเทียบราคาและอ่านรีวิวก่อนจองจริง ๆ
อย่างเช่น เวลาเราเสิร์ชใน Google เค้าก็จะลิสต์ราคามาให้เลยเนอะ โดยราคาที่ Google ลิสต์มาก็จะให้เราเทียบทั้งเว็บของโรงแรมเอง และ OTA เจ้าใหญ่-เจ้าย่อยต่าง ๆ
แล้วเพื่อน ๆ ทราบไหมว่า ?
ที่เราเสิร์ชใน Google เนี่ย เราเองก็กลายเป็นหนึ่งผู้ใช้งานของ Google Travel เหมือนกันนะ โดยในตอนนี้เค้ายังทำหน้าที่เป็นเพียงแค่ Metasearch สำหรับการจองอยู่ ซึ่งในอนาคตอันใกล้เนี่ย เราคิดว่า Google น่าจะลงมาบุกตลาด OTA ซะเอง ก็คงน่าดูไม่น้อย
— — — — — — — — — — — — — —
[ ในวงการ “OTA” ใครมาก่อนมาหลังกันบ้างนะ ? 😉 ]
ขอเรียกชื่อย่อ Online Travel Agency ว่า “OTA” นะคร้าบ
ย้อนกลับไปช่วงกลางปี 1990 ว่ากันว่า OTA เจ้าแรก ๆ ที่เริ่มเข้ามาเปลี่ยนโฉมหน้าวงการท่องเที่ยว Expedia เปิดตัวในปี 1996 ซึ่งเดิมทีเป็นหนึ่งในแผนกของ Microsoft และกลายเป็นหนึ่งใน OTA เจ้าแรกที่เข้ามามีบทบาทสำคัญในตลาดการจองท่องเที่ยว จนต่อมาในช่วงปี 1999 ก็ได้แยกตัวออกจากการเป็นหนึ่งในแผนกของ Microsoft มาเป็นแบรนด์ของตัวเองไปเลย
(คล้ายกับตัวอย่างของ OpenAI กับ Microsoft เลยเนอะ)
.
หลังจากที่ Expedia เปิดตัวไปไม่นาน
ในช่วงเวลาเดียวกันนั้น Booking.com ก็ถือกำเนิดขึ้นที่เนเธอร์แลนด์ในปี 1996 โดยเน้นการจองโรงแรม และด้วยความใส่ใจลูกค้าและความง่ายในการใช้งาน ทำให้ Booking.com ขยายฐานลูกค้าได้เร็วและกลายเป็นแพลตฟอร์มยอดฮิตในการจองที่พัก
ต่อมาก็เป็นญาติสนิทมิตรสหายของ Bcom อย่าง Priceline ที่ก่อตั้งในปี 1997 ก็โด่งดังด้วยฟีเจอร์ "Name Your Own Price" ที่เปิดโอกาสให้ลูกค้าสามารถเสนอราคาที่ตัวเองอยากจ่ายได้ ซึ่งเป็นอะไรที่ใหม่มากในตอนนั้น ฟีเจอร์นี้ทำให้ Priceline ต่างจากที่อื่นและเติบโตได้เร็ว ต่อมาพวกเขาเข้าซื้อ Booking.com
เกร็ดความรู้ - ปัจจุบันบริษัทแม่คือ Booking Holdings Inc.นะคร้าบ
ส่วน Priceline บางคนอาจจะพอคุ้นชื่อกันบ้าง เพราะเดิมที่นี่คือบริษัทแม่ของ Agoda นั่นเอง
.
อีกแบรนด์ที่หลายคนรู้จักกันดีคือ “Airbnb”
“Airbnb” เรียกได้ว่าเป็นแบรนด์น้องใหม่ก่อตั้งในปี 2008 โดยเริ่มจากผู้ก่อตั้งแค่เพียง 2 คนเท่านั้น ที่ไม่เหมือนใครด้วยการเสนอที่พักแบบบ้านส่วนตัวหรือห้องในบ้านเจ้าของ ให้ความรู้สึกเหมือนมาพักบ้านเพื่อน ทำให้ได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว
.
ข้ามมาที่ฝั่งพี่จีนกันบ้าง คงเป็นใครไม่ได้นอกจาก Trip.com
เพื่อน ๆ หลายคนอาจคุ้นชื่อเค้าจากเว็บ Ctrip ที่มีโลโก้เป็นน้องโลมากระโดด
ซึ่งขอบอกว่า ความเป็นมาของเค้าเนี่ย ไม่ได้เป็นผู้เล่นใหม่แต่อย่างใด หากแต่ว่าเดิมที “Ctrip” ก่อตั้งขึ้นในปี 1999 ที่เซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน โดยเน้นการให้บริการจองตั๋วเครื่องบิน โรงแรม และทัวร์ท่องเที่ยว
และในปี 2017 Ctrip ได้เข้าซื้อกิจการ Skyscanner เพื่อขยายตลาดในระดับสากล และได้เปลี่ยนชื่อเป็น Trip.com Group ในปี 2019 เพื่อให้สอดคล้องกับการให้บริการที่ครอบคลุมทั่วโลก นั่นเองคร้าบ
(อารมณ์แบบนี้ทำให้เรานึกถึงเกม HOK กับ ROV ที่ตอนนี้มีเซิฟเวอร์ ROV Global แล้วเนอะ ภาพจำของแบรนด์พี่จีนที่จะโกอินเตอร์ก็ต้องเปลี่ยนภาพลักษณ์กันสักหน่อย)
.
แล้วเพื่อน ๆ ทราบไหมว่า “Tripadvisor” เดิมทีเคยเป็นของ Expedia มาก่อน ?
Tripadvisor เคยเป็นส่วนหนึ่งของ Expedia Group ตั้งแต่ปี 2005 จนถึง 2011 ก่อนที่จะแยกตัวออกมาเป็นบริษัทอิสระและกลายมาเป็นแพลตฟอร์มรีวิวที่พัก ร้านอาหาร และสถานที่ท่องเที่ยว
สำหรับเราแล้ว Tripadvisor เขาวางตัวเป็นทั้ง Metasearch (คล้าย Google) และ OTA ในเวลาเดียวกัน
.
สุดท้ายนี่แชร์มุมมองภาพจำของเราในแต่ละ OTA ก็สักหน่อย
- Expedia เราจดจำภาพของการจองแบบ Package (ตั๋วเครื่องบิน + ที่พัก)
- Booking.com อันนี้สารภาพว่าเราจดจำแบรนด์ลูกอย่าง Agoda เพราะชอบมีคูปองมาแถมให้ตอนท้ายทุกที
- Tripadvisor อันนี้ก็สารภาพว่าเราไม่ค่อยได้ใช้จอง แต่ใช้อ่านรีวิวที่พักแทน คือต้องแวะมาอ่านทุกครั้งก่อนจอง
- Airbnb ใช้เวลาที่เราจองที่พักแบบไปกันหลายคน ต้องการจองบ้านเป็นหลัง
- Google travel, Google hotel เราเอาไว้ใช้เสิร์ชเทียบวัน ดู stat เกี่ยวกับราคาในแต่ละช่วง เพื่อเลือกเวลาเที่ยว
- แต่ยังไม่เคยลองใช้ Traveloka และ Trip นะคร้าบ
.
#OTA #InfoStory #BrandStory
แหล่งอ้างอิงเพิ่มเติม
- บทความ This article is more than 10 years old
How 25 years of the Web inspired the travel revolution จากเว็บ theguardian
- บทความ History of Flight Booking: จากเว็บ altexsoft
- บทความ The Evolution of Online Travel Agency (OTA): A Journey Through Time จากเว็บ Fly Far Tech
- บทความ Expedia จากแผนกหนึ่งของ Microsoft สู่บริษัท 600,000 ล้าน จากเพจ ลงทุนแมน
